
ทำใจรับมือโลกครึ่งปีหลังตลาดทุนผันผวนฉุดศก.ดิ่ง
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2013 ซึ่งต้องยอมรับจริงๆ ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็ว
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2013 ซึ่งต้องยอมรับจริงๆ ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมเมื่อต้นปีที่ทั่วโลกต่างเคยหวาดหวั่นในประเด็นผลกระทบจากใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของชาติมหาอำนาจ ก็กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ประเด็นเรื่องของ ผลกระทบจากการถอน และยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจแทน
มูลเหตุสำคัญที่นำไปสู่การหักเหสถานการณ์ของเศรษฐกิจ และตลาดทุนทั่วโลกขึ้น ก็เป็นผลพวงมาจากการที่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจลดการใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปลายปีนี้ และยุติลงในกลางปีหน้า
แม้ว่าประธานเฟดจะพยายามเน้นย้ำถึงเงื่อนไขในการลดการใช้มาตรการกระตุ้นอย่างชัดเจนว่าต้องเป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจเมืองลุงแซมที่ต้องแข็งแกร่งขึ้นด้วย แต่การส่งสัญญาณดังกล่าวกำลังถูกนักลงทุนทั่วโลกนำไปตีความว่า เฟดอาจจะลดการใช้คิวอีเร็วกว่าคาด ซึ่งนั่นได้นำไปสู่ความหวาดผวาและการเทขายในตลาดทุน ตลาดพันธบัตรทั่วโลกอย่างหนัก จนส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วในขณะนี้ และคาดว่าจะยิ่งรุนแรงขึ้นอีกในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ประเด็นความผันผวนในตลาดทุน และตลาดการเงินดังกล่าว ก็คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจจริงด้วยเช่นกันในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าเฟดยุติการใช้คิวอีขึ้นมา ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจแดนมะกันยังไม่สามารถฟื้นได้อย่างแข็งแกร่งมากพอ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำอยู่ที่ 1.4% ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ข้อมูลจากดัชนีตลาดพันธบัตรโลกของแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ มูลค่า 41 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ระบุว่า ภายหลังจากที่มีกระแสว่าเฟดอาจจะลด หรือยกเลิกคิวอี ก็ทำให้ตลาดพันธบัตรดังกล่าวเฉลี่ยหดตัวลดลง 1.4% ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นที่ 2.06% สูงสุดในรอบ 2 ปี จากเดิมที่ 1.51% ในเดือน พ.ค. ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอ็มเอสซีไอของโลกลดลง 3.1% ส่วนตลาดเกิดใหม่ลดลง 6.8% ส่วนดัชนีตลาดหุ้นเอสแอนด์พี 500 ของสหรัฐในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
ด้านกองทุนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของ อีพีเอฟอาร์โกบอล ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย. เพียงสัปดาห์เดียว มีปริมาณเงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไปแล้วมากถึง 5,570 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่ามากสุดในรอบเกือบ 5 ปี
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คาดว่าในครึ่งปีหลังจากนี้ไปเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่ได้รับอานิสงส์จากการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อด้วยต้นทุนต่ำจากกระแสสภาพคล่องที่มีอย่างมากล้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังจะต้องเผชิญกับภาวะความผันผวนในตลาดที่มากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้เกิดการตึงตัวในภาคสินเชื่อของประเทศกำลังพัฒนาอย่างหนัก
จึงไม่แปลกที่ประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะถูกยกขึ้นไปหารือกันในที่ประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม และประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ (จี20) ในเดือนนี้ที่กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย เพื่อเตรียมการรับมือกับภาวะการยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะที่ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก็ออกมาเตือนให้เหล่าประเทศกำลังพัฒนาเตรียมรับมือกับภาวะเงินทุนร้อนไหลออกดังกล่าว พร้อมย้ำว่าจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือในด้านการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินขึ้น จากปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว
ส่วนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ก็ออกมาขานรับเมื่อเร็วๆ นี้ โดยระบุว่า การออกมาส่งสัญญาณของเฟดว่าจะชะลอการใช้คิวอี กำลังมีส่วนสำคัญในการทำให้เหล่านักเก็งกำไรลดความสนใจในการนำเงินไปแสวงหาผลตอบแทนในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ลง
ขณะเดียวกัน ไอไอเอฟก็คาดการณ์ว่า ในปีนี้กระแสเงินทุนที่จะไหลไปสู่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะลดลงมากถึง 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลงไปอยู่ที่ 1.145 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และลดลง 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไปเหลือที่ 1.112 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2557 ต่ำสุดในรอบ 4 ปี
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นจากการที่เฟดอาจจะชะลอการใช้คิวอี ในปลายปีนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังให้เกิดความไม่แน่นอนและผันผวนแล้ว ประเด็นเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตามองไม่แพ้กัน
เนื่องจากด้วยความที่พญามังกรจีนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และผงาดก้าวขึ้นมาเป็นประเทศคู่ค้าหลักของหลายประเทศทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่พ้นที่ภาวะความเป็นไปของเศรษฐกิจแดนมังกรจะส่งผลกระทบต่อทั่วโลกให้ชะลอตัวตาม โดยเฉพาะคู่ค้าหลักอย่าง อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ต้องถูกกระทบไปด้วย
นอกจากนี้ จีนก็กำลังเผชิญกับภาวะสภาพคล่องในสถาบันการเงินเกิดภาวะตึงตัวอย่างหนัก จนส่งผลให้ดอกเบี้ยการกู้ยืมระหว่างธนาคาร เมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่สูงกว่า 13% หลังจากที่ธนาคารกลางจีนปฏิเสธว่าจะไม่เข้าแทรกแซงกลไกดังกล่าว
สาเหตุที่ทำให้จีนกล้าปล่อยให้ปัญหาสภาพคล่องเกิดภาวะตึงตัวขึ้นนั้น ทั้งๆ ที่เสี่ยงจะซ้ำเติมกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ก็เพราะรัฐบาลจีนต้องการจะสอนบทเรียนครั้งสำคัญแก่สถาบันการเงิน โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อนอกระบบ ซึ่งล้วนแต่เคยชาชินกับการช่วยเหลือและอุ้มชูการอัดฉีดเงินของแบงก์รัฐ ให้หันมาเรียนรู้และบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตนเองมากขึ้น
เนื่องจากการปล่อยสินเชื่ออย่างหละหลวมที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นสูงมาก จนนักวิเคราะห์ต่างพากันออกมาเตือนถึงความอันตรายที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจแดนมังกรที่อาจเกิดขึ้น หากปัญหาดังกล่าวปะทุออกมา และไม่สามารถควบคุมได้
ขณะที่ล่าสุด ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนก็ออกมาส่งสัญญาณแล้วว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะไม่ให้ความสำคัญกับตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาความกินดีอยู่ดีและสิ่งแวดล้อมของประชาชนมากขึ้น รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการสร้างฐานการบริโภคภายใน จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากรัฐอีกด้วย
ดังนั้น นี่จึงถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ต่อจากนี้ไปการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนอย่างร้อนแรงด้วยตัวเลขสองหลักที่ผ่านมาในอดีตก็จะไม่มีให้เห็นแล้ว ซึ่งนี่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกชาติที่พึ่งพาการส่งออกกับตลาดของจีน จะต้องเรียนรู้เอาไว้ถึงทิศทางทางเศรษฐกิจที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศที่เติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
ส่วนเมื่อหันไปมองที่ยุโรป ก็คาดว่าในครึ่งปีหลังนี้ยุโรปจะยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขการว่างงานก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายประเทศยังคงมุ่งใช้นโยบายการตัดลดงบประมาณ หรือแผนรัดเข็มขัดอยู่ ซึ่งล่าสุดมีรายงานออกมาแล้วว่า รัฐบาลฝรั่งเศสอาจจะต้องเตรียมตัดลดงบประมาณรายจ่ายถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณประเทศให้ลงมาต่ำกว่า 3% ของจีดีพีให้ทันในปี 2558
ขณะที่ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เองก็ยังคงมืดแปดด้าน เพราะทั้งๆ ที่ใช้มาตรการอัดฉีดและกระตุ้นสารพัดแล้ว โดยเฉพาะการกดอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0.5% ทว่าเงินกลับไปไม่ถึงมือของภาคธุรกิจมากนัก ซึ่งในครึ่งปีหลังนี้หากอีซีบียังไม่งัดมาตรการกระตุ้นการเงินเพื่อส่งไปให้ถึงมือเหล่าภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กได้ ก็คาดว่าในครึ่งปีหลังปัญหาวิกฤตหนี้ โดยเฉพาะการว่างงาน จะยิ่งเลวร้ายขึ้นกว่านี้
นอกจากนี้ ในช่วงเดือน ก.ย. ในเยอรมนี ซึ่งถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการชี้นำการดำเนินนโยบายของกลุ่มยูโรโซน ก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น ซึ่งคาดว่าประเด็นนี้อาจกลายเป็นตัวสั่นคลอนความเชื่อมั่นของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยุโรปได้เลย เพราะหากนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ถูกโค่นลง ทิศทางและแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่เป็นอยู่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นไม่มากก็น้อย
ดังนั้น ยุโรปจึงอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในครึ่งปีหลังนี้
ส่วน ญี่ปุ่น แม้ว่าล่าสุดผลจากการดำเนินนโยบายอัดฉีดทั้งทางการเงิน และการคลัง รวมถึงการดำเนินการปฏิรูปต่างๆ ภายใต้แผนนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจแดนปลาดิบกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจีดีพีที่โตถึง 4.1% ในไตรมาสแรก ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ดีขึ้นในไตรมาส 2 แต่ในทางตรงกันข้ามการใช้จ่ายในการลงทุนของภาคธุรกิจ และดัชนีเงินเฟ้อ ยังคงต่ำอยู่กว่าที่ต้องการมาก โดยเป้าเงินเฟ้อตั้งไว้ที่ 2% ภายใน 2 ปีนี้ ขณะที่เดือน พ.ค. ยังอยู่ที่ ลบ 0.3% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ความไม่เชื่อมั่นต่อแผนอาเบะโนมิกส์ของชาวญี่ปุ่น ก็ยังสะท้อนออกมาจากผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว 10 ปี ที่เพิ่งขึ้นสูงเกือบถึง 1% ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 0.87%
จึงทำให้ครึ่งปีหลังนี้การฟื้นตัวที่เริ่มมีทิศทางดีขึ้นของญี่ปุ่น จะยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเข้ามาช่วยผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมได้
ดังนั้น ภาวะเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังจึงเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าสู้ดีนัก อีกทั้งยังจะเต็มไปด้วยภาวะความผันผวน โดยเฉพาะกระแสเงินทุนร้อนที่จะไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างหนัก ยืนยันได้จากการที่ธนาคารโลกได้ออกมาตัดลดคาดการณ์จีดีพีโลกในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.2% จากเดิมที่ 2.4%







