
มรสุมรุมเร้าเศรษฐกิจขาลง
การขยายตัวเศรษฐกิจไทยผ่านมาครึ่งปี ตกอยู่ในภาวะอมโรคเรื้อรัง อาการหนักไม่น่าไว้วางใจมากขึ้นทุกวัน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การขยายตัวเศรษฐกิจไทยผ่านมาครึ่งปี ตกอยู่ในภาวะอมโรคเรื้อรัง อาการหนักไม่น่าไว้วางใจมากขึ้นทุกวัน
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หน่วยงานทางเศรษฐกิจของไทยต่างเรียงแถวปรับลดปราการการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้กันทั่วหน้า
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 4.2-5.2% ต่อปี จากเป้าเดิม 4.5-5.5% ต่อปี โดยเป้าจริงโอนเอนไปทางฐานต่ำ คือ เศรษฐกิจขยายตัวไม่ถึง 5% ต่อปี เพราะการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาสแรกทำได้แค่ 5.3% เทียบกับฐานไตรมาสปีก่อนที่ต่ำติดดินขยายตัวได้แค่ 0.4% จึงถือว่าการขยายตัวไตรมาสแรกเศรษฐกิจสอบตก
ขณะที่กระทรวงการคลัง ก็ลดเป้าเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 4.5% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 5.3% ต่อปี เป็นการลดประมาณการลงถึง 0.8% ในครั้งเดียว
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจใหม่ในต้นเดือนนี้ จากเป้าที่ตั้งไว้เดิม 5.1% ต่อปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ไม่ถึง 5% ต่อปีเช่นกัน เนื่องจากปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก
ทั้งสามหน่วยหลักทางเศรษฐกิจให้เหตุผลการปรับลดจีดีพีเหมือนกันหมด คือ เศรษฐกิจต่างประเทศอ่อนแอผันผวน ทำส่งออกไทยหดหนัก ขณะที่การบริโภคภายในประเทศก็หมดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนการอัดฉีดเม็ดเงินภาครัฐก็อืด เพราะเงินเริ่มหมดหน้าตัก
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะอาการหนักกว่าครึ่งปีแรก เพราะปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น ปัจจัยบวกเหือดแห้ง ที่สำคัญตัวเลขทางเทคนิคก็ยังชี้ให้เห็นว่าการดันจีดีพีครึ่งปีหลังยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
เพราะหากดูการขยายตัวไตรมาสแรกที่ฐานต่ำยังสอบไม่ผ่าน ไตรมาสที่เหลือดูท่าทางจะไปไม่รอดเช่นกัน เพราะการขยายตัวของไตรมาส 2 ปีที่แล้วขยายตัว 4.4% ไตรมาส 3 3.1% และไตรมาส 4 ขยายตัวสูงถึง 19.1%
ดังนั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เหลือต้องทำให้ได้สูงอย่างมาก เพื่อนำไปเทียบกับฐานช่วงเดียวกันปีก่อนแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้า ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลคิดไม่ตก เพราะฐานไตรมาสแรกปีก่อน 0.4% ไตรมาสแรกยังขยายตัวได้แค่ 5.3%
ส่วนฐานไตรมาส 2, 3 ที่สำคัญไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ที่การขยายตัวสูงถึง 19.1% ทำให้รัฐบาลเริ่มถอดใจออกมายอมรับเป็นไปยากว่าการขยายตัวจะได้ถึง 5% ต่อปี และมีการมองว่าทำให้ได้ 4.5% ต่อปี ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
เพราะหากไปดูภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของไทย ต้องถือว่าทรงกับทรุด การแถลงตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ค. 2556 ของกระทรวงการคลังล่าสุด จะเห็นว่าดัชนีต่างๆ หัวทิ่มติดลบกันเป็นแถว ส่วนดัชนียังขยายตัวได้ แต่เทียบกับช่วงที่ผ่านมาก็ขยายตัวได้ลดลง
เริ่มตั้งแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่วัดการใช้จ่ายของประชาชนขยายตัวติดลบ 15.6% ยอดการขายรถยนต์ติดลบ 5.8% เนื่องจากมาตรการรถยนต์คันแรกหมดแรง มีการส่งมอบรถไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยอดขายรถจักรยานยนต์ติดลบ 11.4% ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เนื่องจากรายได้เกษตรกรลด จากราคายางพาราตกต่ำ และราคารับจำนำข้าวที่ประชาชนได้จริงไม่ถึง 1.5 หมื่นบาทต่อตัน
แม้แต่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่วัดโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็พบว่า เดือน พ.ค. ปรับตัวลดลงทุกรายการ และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง มาอยู่ที่ระดับ 82.5 จากระดับ 83.7 ในเดือน เม.ย. 2556 เนื่องจากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้ในอนาคต ค่าครองชีพสูง
นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดการลงทุนด้านการก่อสร้างที่วัดจากการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการทำธุรกรรมซื้อขายบ้านก็ขยายตัวได้แค่ 14% เทียบเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 40% เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยสินเชื่อยาก เพราะกลัวฟองสบู่ธุรกิจอสังหาฯ แตก
ขณะที่การส่งออกของไทยก็ติดลบถึง 5.2% การนำเข้าก็ไม่รอด ขยายตัวติดลบ 2.1% ทำให้เห็นว่าส่งออกชอร์ต การผลิตก็เริ่มชะงักทันที
ยังไม่รวมกับการส่งออกข้าวที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยที่นิ่งสนิท เพราะราคาขายสูงกว่าชาวบ้าน ทำให้ขายไม่ออก และยังมาเจอเรื่องข้าวเน่า ข้าวขึ้นรา และข้าวมีสารพิษตกค้างเกินพิกัด ทำให้การส่งออกข้าวไทยคางเหลือ พ่นพิษการส่งออกทรุดเพิ่มมากขึ้น
ดัชนีที่ยังอยู่ได้ดี ก็เห็นแต่มีแต่ภาคบริหาร คือ การท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดี นักท่องเที่ยวยังเข้ามาจำนวนสูงกว่าเป้า แต่ปัจจัยบวกเพียงตัวเดียวไม่สามารถอุ้มให้เศรษฐกิจขยายตัวไปอย่างแน่นอน
ทั้งหมดเป็นมรสุมนับลูกไม่ถ้วนที่รุมเร้าทำให้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง หาทางขึ้นไม่เจอ
ปัญหาที่รัฐคิดไม่ตกขณะนี้ จะหาอะไรมาโด๊ปเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากปากเหว โดยกระทรวงการคลังได้ออกมากระตุ้นให้รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายพยุงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง จากเงินงบประมาณปกติ และการเร่งกู้เงินจาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท
แต่ในความเป็นจริง การเบิกจ่ายเพื่อชุบชีวิตเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังการเบิกจ่ายเงินงบประมาณปกติมีกำลังไม่พอดันเศรษฐกิจให้โตได้ตามเป้า
ส่วนความหวังจากเงินกู้น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็เห็นทีจะผิดหวัง หลังจากศาลปกครองให้มีการทำประชาพิจารณ์ก่อนเซ็นสัญญาก่อสร้าง ทำให้โครงการต้องล่าช้าออกไป 12 ปี ยังไม่รวมถึงกรณีถูกฟ้องเซ็นสัญญาหาเงินกู้ไม่ถูกต้อง อาจทำให้โครงการน้ำต้องพับไปทั้งหมด
ส่วนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะหวังให้มีการใช้ในปีนี้เป็นเรื่องยาก เพราะกว่ากฎหมายจะผ่านปลายปี ต้องมีการศึกษาโครงการความเป็นไปได้อีกหลายเดือน หรือเป็นปี จะมีแต่ในส่วนของเงินค่าที่ปรึกษาโครงการ 67 หมื่นล้านบาท ที่มีการเบิกจ่าย แต่เงินส่วนนี้ก็ไม่ได้มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจมาก เพราะไม่ได้เป็นการลงทุนก่อสร้างจริง ไม่ได้ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังมีปัญหา ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยกเครื่องใหม่ ต้องใช้เวลาปรับตัวเรียนรู้งานอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้การวางตัวรัฐมนตรีเศรษฐกิจรอบใหม่ เป็นการส่งมาเพื่อกลบโครงการประชานิยมล้มเหลว โดยเฉพาะจำนำข้าวที่ทั้งใช้เงินบานไปถึง 6 แสนล้านบาท มีขาดทุนสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท แต่มีการตัดตอนบัญชีให้ขาดทุนเหลือ 1.3 แสนล้านบาท การส่งออกข้าวไม่ได้ มีการทุจริตจำนวนมาก
ส่งผลให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่มีเวลาไปคิดมาตรการมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือ
ปัญหาทางเศรษฐกิจ ยังไม่รวมถึงความเสี่ยงด้านการเมืองที่ปลายปีจะร้อนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและประชาชนน้อยลงไปอีก
ทั้งหมดเป็นวิกฤตมรสุมลูกใหญ่ที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ ซึ่งดูจากความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือกับเศรษฐกิจยังมีน้อย ไม่สามารถรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในวิบากกรรมขาลงหาทางขึ้นได้ยากอย่างทุกวันนี้







