
สธ.เผยชายรักชายติดเอดส์เพิ่ม
สธ.พบสัดส่วนผู้ป่วยเอดส์มีชายรักชายเพิ่มมากขึ้น เหตุมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกัน
สธ.พบสัดส่วนผู้ป่วยเอดส์มีชายรักชายเพิ่มมากขึ้น เหตุมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ป้องกัน
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานแถลงข่าว “ 1 ก.ค.วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี การเริ่มต้นที่จะบรรลุการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เป็นศูนย์” โดย นพ.ประดิษฐ เปิดเผยว่า สธ.ได้ตั้งเป้าลดปัญหาเอชไอวีให้เป็น 0 ภายในปี 2559 คือไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ไม่มีการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ และไม่เลือกปฏิบัติ
ทั้งนี้ หากพบว่าติดเชื้อ จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วทำให้สุขภาพแข็งแรงและลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น โดยปี 2555 ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้สมัครใจเข้ารับบริการปรึกษาและตรวจหาเชื้อเอชไอวีจำนวน 562,542 คน แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 547,407 คน พบติดเชื้อ 16,984 คน และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจำนวน 15,135 คนพบติดเชื้อ 306 คน โดยใน 100 คนพบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 7-8 คน
นพ.อนุพงศ์ ชิตวรากร ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลของลินิกสีลมซึ่งให้บริการตรวจเชื้อเอชไอวีให้กับกลุ่มชายรักชาย พบการติดเชื้อเอชไอวีสูงถึง 29.7% จากเดิมเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วอยู่ที่ 24.6% และพบการติดเชื้อซิฟิลิส 12.5% จากเดิมพบเพียง 5% เป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันทางทวารหนัก ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการแพร่เชื้อของกลุ่มนี้ ขณะเดียวกันยังพบชายรักชายเป็นหูดหงอนไก่ และโรคเริมเพิ่มขึ้น
ระหว่างการแถลงข่าวกลุ่มเยาวชนจากโรงเรียนใน กทม. ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ นพ.ประดิษฐ เพื่อขอให้แก้ไขข้อบังคับข้อบังคับแพทยสภาเรื่องการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีในเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี โดย นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า จะรับไปผลักดันต่อไป โดยแพทยสภาได้ประชุมเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมามีมติสอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่ามีอำนาจหน้าที่ในการออกข้อบังคับให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีสามารถไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยที่ผู้ปกครองไม่ต้องยินยอมได้หรือไม่ เพราะกังวลว่าผู้ปกครองอาจฟ้องภายหลังได้ และกำลังขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 27 หรือไม่







