
ปราการเอเชียแกร่งพอหมดสิทธิวิกฤตต้มยำกุ้งพัดหวน
ต้องยอมรับว่าการที่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีนเริ่มมีสัญญาณการเติบโตชะลอตัวอย่างต่อเนื่องนั้น
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ต้องยอมรับว่าการที่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีนเริ่มมีสัญญาณการเติบโตชะลอตัวอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลให้ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคเอเชีย ตกอยู่ในอาการหวาดผวาไม่น้อย เหตุผลเพราะหลายฝ่ายเกรงว่าสถานการณ์ของจีนข้างต้นอาจจะสะเทือนหลายประเทศ จนอาจทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่หวนกลับมาอีกครั้ง เหมือนเช่นเมื่อครั้งวิกฤตการณ์ภาคการเงินเอเชียในปี 2540
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งรวมถึง เฟเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำและหัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเอเชียของเอชเอสบีซี โฮลด์ดิงส์ กลับยืนยันชัดเจนว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินที่ทำให้ค่าเงินของหลายประเทศในเอเชีย ไล่เรียงตั้งแต่ไทยถึงเกาหลีใต้ ลดต่ำลงและเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย เมื่อ 16 ปีที่แล้ว จะไม่มีทางเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมแน่
เหตุผลเป็นเพราะท่ามกลางสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่คล้ายคลึง สถานะของเอเชียในปัจจุบันกลับแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
ความแตกต่างประการแรกสุดก็คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งถือเป็นบัญชีการชำระเงินระหว่างประเทศของหลายชาติล้วนเกินดุลอยู่ จนทำให้เชื่อว่าจะเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกจากกระแสทุนไหลออกที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างดี ในกรณีที่ต่างชาติขนเงินออกเพื่อไปลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ความแตกต่างประการที่สองคือ ระบบธนาคารในเอเชียแข็งแกร่งมากขึ้น ด้วยการควบคุมบริหารจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น มีการสำรองเงินตราเพื่อป้องกันการขาดทุนมากขึ้น และมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ความแตกต่างประการต่อมาก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์กับหนี้สินสอดคล้องต้องกัน โดย นิวแมนน์ ให้ความเห็นกับบลูมเบิร์ก ว่า ช่วงทศวรรษที่ 1990 หนี้ต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ทว่าปัจจุบันหนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในรูปของสกุลเงินของประเทศนั้นๆ ดังนั้นเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจึงไม่มีผลต่อการชำระเงินกู้ในเอเชียมากนัก
และความแตกต่างประการสุดท้ายก็คือ ภูมิภาคเอเชียแห่งนี้มีปริมาณทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศมากกว่าในช่วงปี 2533 ขณะที่หลายประเทศเริ่มมีอำนาจดำเนินการตกลงแลกเปลี่ยนเงินตรา (สวอป) ได้ทันท่วงทีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เอเชียสามารถรับมือได้ ในกรณีที่ตลาดการเงินอาจผันผวนรุนแรง
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียขณะนี้ ไม่ใช่แนวทางนโยบายคุมเข้มทางการเงินของจีน แต่เป็นแนวโน้มที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเตรียมชะลอการซื้อคืนพันธบัตรภายในปลายปีนี้
เคลวิน เทย์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตอนใต้ของยูบีเอส กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ว่า หากอัตราผลตอบแทนสหรัฐแตะระดับ 3% ตลาดสินทรัพย์ในเอเชียอาจจะเกิดหายนะได้ เพราะจะทำให้เกิดกระแสทุนไหลออกเร็วจนสะเทือนสภาพคล่องของภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี มีผลตอบแทนสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 1.6% มาอยู่ที่ 2.61% ในปัจจุบัน ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่แห่เทขายพันธบัตรเอเชียเพื่อหันมาซื้อบอนด์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ดิห์เรน สาริน หัวหน้านักกลยุทธ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากบาร์เคลย์ส แย้งว่า ตลาดสินทรัพย์ของเอเชียจะได้รับผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนระยะเวลาเป็นสำคัญ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น บรรดาตลาดเกิดใหม่ย่อมมีระยะเวลาพอที่จะปรับตัวรับมือ
ด้านนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ รวมถึง มาร์ก แมทธิวส์ หัวหน้าศูนย์วิจัยธนาคารจูเลียส แบเออร์ ต่างเห็นตรงกันว่า เฟดค่อนข้างตระหนักถึงผลกระทบจากการชะลอการซื้อคืนพันธบัตรที่มีต่อเสถียรภาพในตลาดการเงินทั่วโลกว่านักลงทุนจึงสามารถเบาใจได้เปลาะหนึ่งว่าเฟดจะไม่ผลีผลามและพร้อมที่จะลงมือทำเพื่อให้ตลาดไม่ตื่นตระหนกจนเกินไปแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเอเชียจะรอดพ้นความเสี่ยงไปทั้งหมด ความซับซ้อนและผันผวนของตลาดการเงินทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ยากขึ้น และตลาดตราสารหนี้ก็ขยายตัวขึ้นมาก จากเดิมที่กระจุกตัวในภาคธุรกิจเมื่อทศวรรษ 90 หนี้ได้ขยายไปยังภาคครัวเรือน บริษัทขนาดเล็ก และหน่วยงานของรัฐมากขึ้น นอกจากนี้ผลจากเฟดและจีนยังอาจทำให้การเติบโตของเอเชียชะลอตัวลงจนไม่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนักลงทุนอีกต่อไป
การตื่นตัวเพื่อเตรียมใจและเตรียมตัวตั้งรับกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสถานะทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในวันนี้







