posttoday
ยุบสภาเอาหน้ารอด

ยุบสภาเอาหน้ารอด

30 มิถุนายน 2556

ว่ากันว่าการปรับ ครม.ในครั้งนี้เป็นไปเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล สื่อมวลชนกระแสหลักทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์วิทยุวิเคราะห์ไปในแนวเดียวกันว่าเพื่อหลบแรงปะทะที่อาจสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล เป็นต้นว่าโครงการรับจำนำข้าว บ้างก็ว่าเพื่อแต่งหน้าทาปากให้ดูดีขึ้น บ้างก็ว่าเพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอวยตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่กันและกัน ตามคิวและตามโควต้า

ว่ากันว่าการปรับ ครม.ในครั้งนี้เป็นไปเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล สื่อมวลชนกระแสหลักทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์วิทยุวิเคราะห์ไปในแนวเดียวกันว่าเพื่อหลบแรงปะทะที่อาจสร้างปัญหาให้กับรัฐบาล เป็นต้นว่าโครงการรับจำนำข้าว บ้างก็ว่าเพื่อแต่งหน้าทาปากให้ดูดีขึ้น บ้างก็ว่าเพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอวยตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่กันและกัน ตามคิวและตามโควต้า

แต่ผู้เขียนเชื่อว่ารัฐบาลกำลังจนตรอก!

“จนตรอก” หลายท่านคงจะทราบคำเต็มว่า ข้างหน้าต้องสัตว์ที่เป็นเพื่อนแท้ของมนุษย์มานำหน้า แต่เนื่องจากผู้เขียนรักและนับถือเพื่อนตระกูลนี้มาก จึงไม่อยากนำมาเอ่ยในส่วนของคำที่มีความหมายไม่ดีเช่นนี้ เพราะมันแปลว่า “ไม่มีที่ไป อับจนปัญญา หาทางออกหรือไปทางอื่นไม่ได้” ซึ่งเพื่อนแท้หน้าขนนุ่มๆ ของพวกเราไม่ได้โง่และทำอะไรที่สิ้นคิดขนาดนั้น จะมีก็สัตว์ที่ได้ชื่อว่า “ประเสริฐ” เหนือเขาอื่น แต่ด้วยตัณหาราคะที่เกินธรรมชาติจึงชอบทำอะไรโง่ๆ ดังกล่าว

ตัณหาราคะที่ว่าด้วยประโยชน์ส่วนตน

หลักการของการตั้งรัฐบาลที่เห็นอยู่ในประเทศไทยมีเพียง 2 หลักใหญ่ๆ คือ หนึ่ง ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ตั้งรัฐบาลให้ได้เสียก่อน และสอง เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็ต้องคิดว่าทำอย่างไรที่จะอยู่เป็นรัฐบาลให้นานที่สุด ดังนั้นเราจึงได้เห็นพฤติกรรมทุเรศๆ ของนักการเมืองไทยอยู่ตลอดเวลา เช่น บางรัฐบาลต้องไปขอแรง “งูเห่า” ให้ทรยศต่อเจ้าของพรรคผู้มีพระคุณแยกตัวออกมาเป็นเสียงสนับสนุนรัฐบาล บางรัฐบาลต้องไปตั้งในค่ายทหาร (โดยยอมกอดกันกับคนที่ตนเองเคยเกลียดเคยด่า) แม้กระทั่งเป็นฝ่ายค้านอยู่ก็แอบไปเจรจาซื้อตัว สส.พรรครัฐบาลให้ล้มรัฐบาลของตัวเองแล้วมาช่วยกันตั้งรัฐบาลใหม่

สส.อะไรจะโง่ถึง “2 เด้ง” ขนาดนั้น

ส่วนการรักษาตัวรอดของรัฐบาลก็ต้องพยายามในทุกวิถีทางเช่นเดียวกัน วิธีที่นิยมทำกันโดยทั่วไปก็คือ การปรับคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและคนส่วนใหญ่ (หมายถึงนักการเมืองในพวกเดียวกัน) ได้ประโยชน์ ที่ว่าง่ายก็เพราะเป็นการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีที่โดยปกติก็มีอำนาจเหนือทุกคนในรัฐบาลอยู่แล้ว ทั้งตามนิตินัย คือ อำนาจตามรัฐธรรมนูญ กับโดยพฤตินัย คือ ความเป็นเจ้าของพรรคหรือเจ้าของรัฐบาล (บางคนก็มีพี่ชายมารับหน้าที่นี้) คืออำนาจที่อยู่บนพื้นฐานของการแบ่งปันผลประโยชน์ และที่ว่านักการเมือง “ส่วนใหญ่” ได้ประโยชน์นั้นก็คือทำให้มีคนได้เป็นรัฐมนตรีเป็นจำนวนมาก เพราะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนกันบ่อยๆ แม้คนที่ถูกเปลี่ยนออกจะเสียใจ แต่ไม่นานก็ลืม (และรอกลับมาใหม่ได้อีก) ส่วนคนที่เข้ามาใหม่ก็จะดีใจเป็นล้นพ้น แม้จะรู้ว่าวาสนาบารมีจะเบ่งบานอยู่ได้ไม่นานนัก แต่ก็ได้เชิดหน้าชูตาสุดๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ถึงขนาดขอผลัดกันเป็นคนละเดือนก็มี

การปรับ ครม.ครั้งนี้ก็เหมือนเคย คือตั้งพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลเป็นสำคัญ เพราะถ้าไม่ปรับรัฐบาลอาจจะพังได้ง่ายๆ ด้วย “พายุ” ที่โหมกระหน่ำกระแทกรัฐบาลอย่างหนัก 3 ลูก คือ หนึ่ง “พายุบ้านเลขที่ 111” คือพวกนี้พอพ้นโทษที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาครบ 5 ปีแล้วก็กลับมาทวงตำแหน่งคืน เพราะคนเหล่านี้คือตัวจริงเสียงจริงของแต่ละกลุ่มก๊วนในพรรค สอง “พายุทักษิณ” ที่กำลังอาละวาดเพราะลิ่วล้อทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ที่คุยโม้โอ้อวดว่าจะกลับบ้านในปีนี้ก็คงจะชวด จึงต้องแสดงพายุอารมณ์ที่ไม่พอใจนี้ให้ปรากฏ ด้วยการสำแดงอำนาจเขย่า ครม.ชุดใหม่นี้ด้วยมือตัวเอง (แต่อาศัยลายเซ็นของน้องสาว) ให้รู้บ้างว่า “ไผเป่นไผ กะเจ้า”

และสาม “พายุประชาชน” ที่เบื่อรัฐบาล

ประชาชนในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายที่เบื่อรัฐบาลนี้และที่เกลียดระบอบทักษิณมาก่อน อย่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) หรือที่กำลังก่อตัวเป็นกระแสทั้งบนโลกจริง (ชุมชนและสาธารณสถาน) และโลกเสมือน (กลุ่มสังคมและโซเชี่ยลมีเดีย) เป็นต้นว่า ไทยสปริงและคนหน้ากากขาว แต่ยังรวมถึงคนในฝ่ายที่เคยรักลุ่มหลงรัฐบาลนี้และมัวเมาเทิดทูนเจ้าของรัฐบาล ได้แก่ คนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ และคนที่เคยได้รับประโยชน์โปรยปรายจากนโยบายประชานิยมทั้งหลายต่างก็รู้เช่นเห็นชาติมากขึ้น ชัดเจนขึ้นแล้วว่า สุดท้าย “มัน” ก็ไม่เคยรักและทำเพื่อใครอย่างแท้จริง เงินเดือน 15,000 บาท ค่าแรงวันละ 300 รถคันแรก บ้านหลังแรก ที่ล้วนแต่ล้มเหลว (หรือไม่ก็ยังมั่วมากๆ) กระทั่งจำนำราคาข้าว “มัน” ก็ยังตระบัดสัตย์ “ถีบส่ง” ตัดราคาและปรับนโยบายเอาเสียห้วนๆ

เป็น “หมาหางด้วน” อับอายทั้งประเทศ

การปรับ ครม.ครั้งนี้ที่หลายคนมองว่าเป็นไปเพื่อ “แก้ปัญหา” เช่น เรื่องการรับจำนำข้าว ถ้าเรามองให้เป็นวิทยาศาสตร์จะเข้าใจอย่างชัดเจนว่า “เป็นไปไม่ได้” เพราะเป็นกรรมหรือการกระทำที่ได้ก่อความเสียหายไปมากแล้ว เป็น “ความผิดสำเร็จ” ที่ประกอบด้วย ผู้กระทำผิดหรือจำเลย ประจักษ์พยานและหลักฐานต่างๆ ในการทำผิด รวมทั้งเจตนาอันชั่วร้ายตลอดทั้งกระบวนการนี้ รวมเป็น 3 องค์ประกอบอันสมบูรณ์ของความผิดตามกฎหมาย ที่เมื่อผลแห่งการกระทำผิดนี้ส่งผลออกมาเรื่อยๆ คนทำความผิดคือรัฐบาลนี้ก็ต้องถูกนำตัวมารับโทษ

เข้าทำนอง “กรรมตามทัน” ในชาตินี้แน่ๆ

อีกอย่างหนึ่ง แม้จะเปลี่ยนคน แต่ไม่ได้เปลี่ยน “กระบวนคิดและกระบวนทำ” ก็ไม่ทำให้ปัญหานั้นหมดไป นั่นคือรัฐบาลต้องกล้าพูดและแสดงความจริงใจที่จะ “ยกเลิก” หรือ “ล้ม” โครงการรับจำนำข้าวนี้เสีย โดยพูดตรงๆ เลยว่า “บ้อจี๊” ไม่มีเงิน (เดี๋ยวรอรีดเลือดเอาจากพวกเศรษฐีให้ได้เสียก่อนแล้วจะมาโปรยปรายใหม่) หรือ “คว่ำกะลา” นี้ไปเลย โดยอ้างว่าพบการทุจริตจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งอาจจะทำให้รัฐบาล “ได้หน้า” เสียด้วยซ้ำ คือวิธีแก้ปัญหานี้ต้องยุตินโยบายนี้เสียก่อน หามาตรการใหม่มาเยียวยาหรือชดเชย (ทั้งความรู้สึกและรายได้ที่เสียไป) บางทีอาจจะเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม (บางส่วน) ได้บ้าง ยอมเสียหน้าบ้างดีกว่าประเทศชาติเสียหาย

วีรบุรุษ (สตรี) ก็เป็นได้ง่ายๆ ถ้า “กล้าหาญ”

ความกล้าหาญอีกอย่างหนึ่งที่อยากท้าให้รัฐบาลนี้ (และทุกรัฐบาลที่จนตรอก) ลองใช้ดูก็คือ “การยุบสภา” แม้บางทีอาจจะยังไม่จนตรอก แต่เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมั่นให้แก่สังคม รวมทั้งเป็นทางออกที่จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร ให้ระบอบรัฐสภาและประชาธิปไตยนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เพื่อยุติข้อโต้แย้งและความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมบ้านเมือง และให้ประชาชนหาทางออกร่วมกัน แม้หลายคนจะมองว่ากระบวนแบบเสียงข้างมากลากไปอย่างที่เป็นมาหลายปีนี้ “เลวร้าย” เสียยิ่งกว่าเผด็จการทหาร แต่ก็ยังดีกว่า “การปัสสาวะไม่สุด” อย่างที่ทหารทำไว้

ถึงวันนี้คนไทยน่าจะฉลาดขึ้นมากแล้ว

ฉลาดพอที่จะตัดสินใจว่า ถ้าปล่อยให้รัฐบาลดำเนินนโยบายประชานิยม “แบบโง่ๆ” นี้ต่อไป จะยอมเสี่ยงต่อความล่มจมที่จะหายนะไปถึงลูกหลานเหลนโหลนนั้นหรือไม่ น่าจะฉลาดพอที่จะคิดได้ว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยคนคนเดียว กับการที่จะสร้างความร้าวลึกแตกแยกในสังคมนั้น เหมาะสมถูกต้องแล้วหรือ มาถึงวันนี้คนไทยน่าจะเรียนรู้แล้วว่า “ระบอบทุนสามานย์” และ “เผด็จการโดยนักการเมืองชั่วๆ” ได้สร้างความบอบช้ำและเสียใจให้เรามากเพียงไร

ก่อนหย่อนบัตรก็ “ฉลาดเลือก” สักหน่อยก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง