posttoday
ความเชื่อมั่นลด...ปัญหายิ่งลุกลาม

ความเชื่อมั่นลด...ปัญหายิ่งลุกลาม

30 มิถุนายน 2556

เก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพราะ สมช.มีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ

เก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ฝ่ายการเมืองใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพราะ สมช.มีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ

แต่เก้าอี้ที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ได้มา ก็ถูกค่อนขอดว่า ได้ดิบได้ดีเพราะ “เด็กเส้น” ด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผู้โด่งดัง จึงได้รับเลือกมาทำหน้าที่นี้

ก่อนที่ พล.ท.ภราดร จะเข้าสู่ตำแหน่ง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ขยับ ถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเก้าอี้เลขาฯ สมช. ก่อนจะดันให้ พล.ต.อ.วิเชียรพจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ในขณะนั้นเข้ามาเสียบ (โยกวิเชียรเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ มานั่ง ผบ.ตร.)

จนเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันกระทั่งปัจจุบัน ล่าสุดศาลปกครองมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีคืนเก้าอี้ให้กับถวิล เพราะเป็นการให้ออกจากตำแหน่งไม่เป็นธรรม ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์สู้คดีกันอยู่

เมื่อวิเชียรถูกโยกออกให้ไปนั่งปลัดกระทรวงคมนาคม “เสธ.แมว” ก็เข้ามาแทนที่ ซึ่งก็ถูกนินทาตามมาทันทีว่า ข้ามหัวรองเลขาธิการลูกหม้อบางคนที่นั่งรออยู่ตาปริบๆ อีกด้วย

“พ่อผม (พล.ท.กอบกุล พัฒนถาบุตร) เป็นพี่ชายท่านปรีดา พ่อผมคือเพื่อนของนายเลิศ ชินวัตร(บิดา พ.ต.ท.ทักษิณ) เป็นคนเชียงใหม่เหมือนกัน นี่คือความสัมพันธ์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ท่านปรีดารู้จักกับพ่อของท่านทักษิณ”

เวลานั้นทักษิณในวัยเด็กคือตำรวจติดตามที่คอยหิ้วกระเป๋าให้ ปรีดา พัฒนถาบุตร นี่เป็นที่มาของคอนเนกชั่นอันยาวนานระหว่าง “ภราดร” กับ “ทักษิณ”

อย่างไรก็ดี แม้จะถูกมองเป็นเด็กฝ่ายการเมือง แต่เมื่อได้รับความไว้วางใจมาทำหน้าที่แล้ว พล.ท.ภราดร ก็กระฉับกระเฉงว่องไวในการตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทางการเมือง และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

พล.ท.ภราดร วิเคราะห์ว่า กลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มไทยสปริง และกลุ่มหน้ากากขาว เริ่มมีปริมาณมากขึ้น

“กลุ่มเหล่านี้จะค่อยๆ บ่มเพาะ แต่ถ้าจะเกิดเหตุต้องมีกลุ่มอื่นที่เดือดร้อนจริงๆ มา ก็จะถูกกลุ่มบ่มเพาะประสาน ผู้ไม่เดือดร้อนจริงเข้าไปประสานกับผู้เดือดร้อนจริงทำให้กลุ่มมันใหญ่ขึ้น”

เขามองว่า การทำร้ายผู้ชุมนุมหน้ากากขาวที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนหน้านี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้การชุมนุมของกลุ่มนี้ขยายวงกว้างมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องสื่อสารผ่านพี่น้องคนเสื้อแดงว่าอย่านะ จะชุมนุมอะไรกันไม่ว่า เพราะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่าให้มีความรุนแรง

“ตรงนี้มันพร้อมที่จะเกิดมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ นี่คือสิ่งที่ตำรวจเฝ้าระวังและกังวลใจคือมือที่สาม แต่ไม่กังวลใจกับผู้เคลื่อนไหว”

เลขาธิการ สมช. มองไปยังประเด็นกดดันรัฐบาลด้านอื่นๆ “ทุกเรื่องกำลังสร้างแรงกดดันให้รัฐบาล ตอนนี้รัฐบาลต้องระมัดระวังการชี้แจงชาวนาเรื่องข้าว เพราะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลต้องจัดการให้ดี ไม่เช่นนั้นแล้วเดี๋ยวจะเกิดกลุ่มบ่มเพาะมาผสมผสานกับกลุ่มเดือดร้อนจริง

ผสมเมื่อไหร่ก็จะลุกลามได้ เพราะว่ามันเป็นผลสืบเนื่องกัน เป็นเรื่องความเชื่อมั่น พอเกิดการขาดความเชื่อมั่นทั้งภายในภายนอกของชาวนา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมากระทบปัญหาเศรษฐกิจ เพราะชาวนาเป็นฐานมวลชนใหญ่

เงินเหล่านี้จะไปจ่ายหมุนเวียนสร้างรายได้ ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมามีการขาดทุนสูง ส่งผลถึงเครดิตประเทศก็ไปภายนอกอีก ตรงนี้ถ้าเครดิตรัฐบาลไปทั้งภายในภายนอก พอเกิดสัญญาณความไม่เชื่อมั่นเมื่อไหร่มันจะลามไปทุกเรื่อง”

เลขาธิการ สมช. ย้ำด้วยว่า เมื่อรัฐบาลถูกกระหน่ำหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ทำให้เวลารัฐบาลพูดหรืออธิบายอะไรคนจะไม่เชื่อ “สมมติมีปัญหาตรงนี้แล้วไม่ชัดมันจะลามไปเรื่องน้ำ 3 แสนล้าน ลามไปเรื่อง 2 ล้านล้าน เพราะเรื่องน้ำโมเดลที่รัฐบาลบริหารจัดการเป็นรูปแบบใหม่ มันก็จะมีข้อสงสัย ข้อระแวง ข้ออะไรต่างๆ ได้มาก รัฐบาลต้องบริหารความสมดุลให้ดี คือระเบียบวินัยการเงินการคลัง”

นอกจากนี้ ในขณะเดียวกันรัฐบาลต้องสร้างรายได้ให้พี่น้องชาวนาในเกณฑ์ที่พึงพอใจ ต้องอธิบายความให้ชัดเจน “เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว พอไปเรื่องน้ำ คนก็จะเอ๊ะ ประมูลแบบไหน เพราะเป็นการประมูลใหม่ ถ้าเกิดความไม่เชื่อมั่นจะเป็นมุมกลับเลย ไปถูกข้อสังเกตเรื่องทุจริต รัฐบาลนี้ถ้าไม่เจอเรื่องทุจริตชัดๆ ไม่เป็นปัญหาเลย ยังไงก็ยืนได้”

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์การเมืองอื่นๆ พล.ท.ภราดร เห็นว่า ยังไม่มีอะไรสุกงอม ไม่ว่าปัญหาการทุจริตที่ยังไม่เพลี่ยงพล้ำ ปัญหาภาคใต้ก็มีการเจรจากัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พล.ท.ภราดร ก็เคยกล่าวในทำนองนี้ด้วยว่า “รัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาอย่างทุ่มเท โปร่งใส และสู้ตามข้อกฎหมายต่างๆ ไม่จำกัดในการสื่อสาร

โอกาสที่รัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำ คือ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าไม่มีเรื่องนี้โอกาสเพลี่ยงพล้ำลำบาก”

พล.ท.ภราดร เห็นด้วยว่า การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ไม่ว่าโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โครงการบริหารน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพราะเห็นว่าประเทศจะได้ประโยชน์

เรียกได้ว่า เลขาธิการ สมช. คนปัจจุบันสนับสนุนนโยบายและโครงการต่างๆ ของรัฐบาลเต็มสูบ และประเมินสถานการณ์แล้ว พล.ท.ภราดร ให้คะแนนผ่านแน่นอน เพียงแต่จะสอบผ่านในสถานการณ์จริงหรือไม่ คงต้องติดตาม ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองและปัจจัยทางการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท