posttoday
สันติภสพยังไม่ถึงทางตัน

สันติภสพยังไม่ถึงทางตัน

30 มิถุนายน 2556

การพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยที่มี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์ / ธนก บังผล

การพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยที่มี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะ กับกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่มี ฮาซัน ตอยิบ เป็นหัวหน้าคณะ ผ่านมาร่วม 4 เดือนแล้ว แม้การพบปะพูดคุยล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายจะแถลงการณ์ร่วมลดความรุนแรงในช่วงถือศีลอด หรือในเดือนรอมฎอน แต่ผ่านไปแค่สัปดาห์กว่าๆ ฮาซัน ตอยิบ ก็แถลงข้อเรียกร้องผ่านเว็บไซต์ยูทูบ ซึ่งแข็งกร้าวกว่าทุกครั้ง เพราะเรียกร้องให้ถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกจากหมู่บ้าน กลับเข้าค่ายหลัก ห้ามตรวจค้น ตั้งด่านตรวจ จับกุม และนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ลงนามรับรองข้อเรียกร้อง มิฉะนั้นก็จะไม่ร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพอีกต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้น่ากังวลว่า หนทางสันติภาพที่หลายคนคาดหวังกำลังเจอทางตัน

แต่จากการพูดคุยกับ พล.ท.ภราดร หัวหน้าคณะฝ่ายไทย เขากลับยิ้มอารมณ์ดี และตอบข้อสงสัยอย่างไร้แววกังวลแต่อย่างใด

“เขาอาจจะพูดอย่างนั้นได้ แต่เราเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องพูดคุยต่อไป จากสภาวะแวดล้อมที่มันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเคลื่อนไหวของเขามีข้อจำกัด อย่างไรเขาก็ต้องพูดคุยกับเรา โดยเฉพาะฮาซัน เขาก็เห็นชัดเจนแล้วว่าสู้มาตั้งแต่อายุ 20 ปีจนแก่แล้ว เขาถึงประสงค์ว่าทางออกสุดท้ายคือต้องคุยกัน เด็กที่เกิดใหม่ก็มาจากการผลิตซ้ำทางความคิดของเขานั่นล่ะไปทำให้คนเหล่านี้เป็นอย่างนี้ เราเชื่อว่าเขาคงจะไปทำความเข้าใจได้ว่าในสถานการณ์ของโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว”

พล.ท.ภราดร มั่นใจว่า จากการพูดคุยสันติภาพที่ผ่านมา 3 ครั้ง ทำให้ฝ่ายไทยมองเห็นภาพของฝ่ายบีอาร์เอ็นชัดขึ้น

“ฮาซัน ตอยิบ บอกว่า เขาได้รับฉันทานุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ แสดงว่ายังมีส่วนหนึ่งเห็นต่างอยู่ ปัญหาจึงเกิดขึ้นได้ว่า คนที่เห็นพ้องแม้กระทั่งในเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นพ้องในทุกประเด็น ประเด็นที่เราหยิบยกมาพูดกันตอนนี้คือการลดความรุนแรง บางคนอยากให้เอาประเด็นอื่นมาก่อน เป็นปัญหาของเขาเหมือนกันเรื่องเอกภาพ จึงมีการชิงไหวชิงพริบชิงเหลี่ยมกัน เพราะคณะที่มาพูดคุยค่อนข้างเป็นผู้อาวุโส ส่วนฝ่ายที่ก่อการปฏิบัติการอาวุโสต่ำกว่า เป็นเยาวชน ก็อยากจะเอาประเด็นของเขาขึ้นมา”

แต่แม้ว่าภายในกลุ่มบีอาร์เอ็นจะไม่มีเอกภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา คือ บีอาร์เอ็นใช้วีธีแถลงข้อเรียกร้องผ่านเว็บไซต์ยูทูบมาแล้ว 4 ครั้ง และที่สำคัญคือ ครั้งนี้ ฮาซัน ตอยิบ เป็นผู้แถลงด้วยตนเอง

“ฮาซัน ตอยิบ ก็ต้องแสดงความเป็นผู้นำ เพราะเขาเป็นตัวแทนส่วนใหญ่ ต้องหยิบยกทุกประเด็นขึ้นมา ถ้าเขาไม่หยิบขึ้นพูดแล้วคนอื่นฉายออกมานั่นสิจะเป็นปัญหา ตรงนี้เราเข้าใจว่าเป็นปัญหาการจัดการของเขา”

เลขาฯ สมช. วิเคราะห์ว่า จากการประเมินจากบรรยากาศการพูดคุย ทำให้เห็นว่าในตัวแทนฝ่ายบีอาร์เอ็นมีกลุ่มคนรุ่นใหม่รวมอยู่ด้วย ทำให้มีข้อสมมติฐานที่น่าจะเป็นอยู่ 2 ทาง หนึ่งคือ กลุ่มรุ่นใหม่ยังไม่อยากพูดคุย และอีกข้อหนึ่งคืออยากเข้าร่วมในกระบวนการพูดคุย แต่ผู้แทนในกลุ่มอาวุโสยังไม่เอาประเด็นมาพูดคุย จึงต้องส่งสัญญาณออกมา

แต่ไม่ว่าบีอาร์เอ็นจะมีข้อเรียกร้องใดๆ ออกมา จุดยืนของฝ่ายไทยนั้นชัดเจนว่า จะยึดอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญไทยเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มองว่า ข้อเรียกร้องของฝ่ายบีอาร์เอ็นนั้นกลับสร้างความสับสน

“ข้อเสนอ 5 ข้อที่เขาเสนอผ่านยูทูบครั้งแรก เราก็แปลแล้วนำไปสืบสภาพในพื้นที่ สุดท้ายคำตอบจาก 5 ข้อนั้นเกิดความหลากหลาย เช่น เขาบอกว่าไม่ใช่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นขบวนการปลดปล่อย แล้วขบวนการปลดปล่อยคืออะไร พี่น้องประชาชนก็เข้าใจไปคนละทิศละทาง เวทีประชาชนอลหม่านไปหมด บางคนไม่เข้าใจก็ไม่ตอบคำถามเลย บางคนเข้าใจว่าปลดปล่อยก็คือแบ่งแยกดินแดน ฉะนั้นการพูดคุยครั้งที่ 3 เราจึงต้องถามว่า 5 ข้อที่สื่อออกมานั้น เนื้อหาเป็นอย่างไร เขาก็บอกว่าจะส่งคำอธิบายความชัดๆ มาก่อนเดือนรอมฎอน ตอนนี้ยังไม่ได้รับ เท่ากับว่าเรายังไม่รู้เนื้อหาที่แท้จริงเลย ทางมาเลเซียจะแปลความจากภาษามลายูเป็นภาษาอังกฤษให้เรา เราถึงจะรู้ว่าข้อเรียกร้องของเขาจริงๆ เป็นอย่างไร แต่หลักของเรา ประชาชนคือสิ่งที่สำคัญ ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยเราไม่ได้มุ่งไปตอบสนองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”

ประเด็นที่น่าแปลกใจคือ เหตุใดบีอาร์เอ็นจึงใช้วิธีแถลงผ่านยูทูบ แทนที่จะเสนอผ่านมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย

“แสดงว่าฝ่ายเขาก็กังวลว่าคนที่มาคุยกับเรา (ฮาซัน ตอยิบ) จะไปในเนื้อหาอย่างนี้หรือไม่ จะนำประสงค์ของกลุ่มน้อยมาหรือไม่ เลยต้องเอาข้อเสนอนั้นออกมาเสียก่อน ท่าทีของบีอาร์เอ็นที่ผ่านมาทำให้ฝ่ายมาเลเซียเองก็งุนงง มาเลเซียพูดเองนะว่า ลงนาม 3 ฝ่าย ให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ฉะนั้นจึงไม่ใช่ผู้ไกล่เกลี่ย นายกรัฐมนตรีเขาสื่อสารต่อสาธารณะว่า พึงประสงค์ให้พี่น้องมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ในชาติต่างๆ ให้เข้าใจถึงอัตลักษณ์ เข้าใจถึงวิถีมุสลิม ให้มีความเหมาะสมในการดูแลกัน แต่อย่ามาพูดถึงเรื่องเอกราช เพราะมันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของแต่ละชาติ ถ้าคุยเรื่องเอกราช เขาก็เดินด้วยไม่ได้ อีกข้อหนึ่งคือขอให้โอไอซี อาเซียน เอ็นจีโอ เข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ มาเลเซียถามว่าถ้าอย่างนั้นเขาจะไปยืนตรงจุดไหน”

เหตุใดมาเลเซียซึ่งไม่เคยแสดงบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของไทยมาก่อนเลย จึงแสดงออกถึงท่าทีที่เด่นชัดในคราวนี้ ข้อสงสัยว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ริเริ่มการประสานกับฝ่ายมาเลเซีย จนนำไปสู่การลงนามการพูดคุยสันติภาพนั้น มีข้อตกลงผลประโยชน์ใดๆ กับมาเลเซียแอบแฝงอยู่หรือไม่

“ผมคงไปไม่ถึงข้อมูลนั้น แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไร แม้ท่านจะมีสัมพันธ์ที่ดีส่วนตัวกับนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ก็คงทำเพราะเห็นประโยชน์กับประเทศชาติ ในฐานะที่ท่านเองเคยรับผิดชอบการแก้ปัญหามาก่อน คงเห็นแล้วว่านโยบายแนวเดิมที่เดินมานั้นไม่ใช่ อีกทั้งผมเห็นว่าเป็นการบรรจบกันทั้งไทยและมาเลเซีย ถ้าตรงนี้ไม่แข็งแรง อีก 2 ปีไปอาเซียนแย่แน่ๆ โลกมันพลวัตไป แต่ละประเทศต้องผนึกกำลังกัน จะต้องทำให้อาเซียนแข็งแรงเพื่อไปต่อรองกับภูมิภาคอื่น ทำให้มาเลเซียเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้ติดกับไทย ต้องไม่มีความขัดแย้ง ความขัดแย้งคือการเสียโอกาสทั้งหมด ณ ตอนนี้ มาเลเซียกับเราเข้าใจตรงกัน”

สำหรับความหวังต่อสันติภาพ ในขณะที่ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน พล.ท.ภราดร มองว่า การพูดคุยต้องดำเนินต่อไป ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด เป็นยุทธศาสตร์สุดท้ายที่จะแก้ปัญหาแบบยั่งยืน แต่มาตรการอย่างอื่นก็ละเว้นไม่ได้ ทั้งการพัฒนา การรักษาชีวิตความปลอดภัย การศึกษา ต้องเดินไปควบคู่กันกับการพูดคุย

“ตามสถิติการพูดคุยเจรจาต่างๆ ที่สัมฤทธิผล ต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี จึงจะเริ่มเห็นข้อตกลงชัดเจน แต่ที่เร็วที่สุด 2 ปี ซึ่งผมหวังว่า 2 ปีจากนี้เราจะเห็นผล ส่วนความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้น เราต้องการความเป็นรูปธรรม ต้องมีความคาดหวัง แต่ก็ไม่ได้ประมาท ต้องเตรียมมาตรการที่จะดูแลประชาชน จัดวางกำลังอย่างเหมาะสมกับบรรยากาศเดือนถือศีลอด คงไม่ประเจิดประเจ้อ แต่ต้องพร้อมปฏิบัติการ แต่ชัดเจนว่าการพูดคุยกันครั้งต่อไปหลังเดือนรอมฎอนก็ต้องตอบว่าที่ผ่านมาทำไมมันไม่ได้เลย หรือมันดีขึ้น จะมาพูดกัน ทำให้มีช่องที่จะมาสื่อสารได้ ว่าใครก่อเหตุ แล้วจะทำอย่างไร”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท