
แฉราคา3จีไม่ลด15%แนะกทค.คำนวณใหม่
แฉค่าบริการมือถือ 3จีไม่ลด 15% ตามประกาศ กทค. ระบุยืดอายุคลื่น 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ผิดกฎหมาย
แฉค่าบริการมือถือ 3จีไม่ลด 15% ตามประกาศ กทค. ระบุยืดอายุคลื่น 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ผิดกฎหมาย
เผย กทค. บริหารงานเหลว ค่าบริการ 3จีไม่ลดลง 15% คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ต้องนำไปประมูลเท่านั้น ห้ามยืดอายุ 1ปี
รายงานข่าวจาก โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม หรือเอ็นบีทีซี โพลิซี วอช (NBTC Policy Watch) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เปิดเผยผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าบริการโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ พบว่าค่าบริการ 3จี ของผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับลดลง 15% ตามที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้ประกาศไว้
นายพรเทพ เบญญาอภิกุล นักวิจัยโครงการและอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่าผลการทดลองสร้างแพ็กเกจการให้บริการ 24 แพ็กเกจที่แตกต่างกัน ทั้งด้านเสียงและข้อมูล พบว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอไอเอส) ค่าบริการลดลง 7.8% บริษัท เรียลฟิวเจอร์ (ทรู) ลดลง 8.5% บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค (ดีแทค) ลดลง 17.7%
นอกจากนี้ พบว่าเอไอเอสมีแพ็กเกจที่ลดค่าบริการ 15% เพียง 5 แพ็กเกจ จากจำนวน 24 แพ็กเกจ ทรู มี 9 แพ็กเกจ และดีแทค มี 10 แพ็กเกจที่ราคาลดลง 15% เนื่องจาก ดีแทคเปิดให้ผู้บริโภคเลือกแพคเกจตามการใช้งานจริงของบริการเสียงและข้อมูล ทั้งนี้ เสนอให้ กทค.คำนวณค่าบริการ 3จี แต่ละแพ็กเกจแยกกัน หรือกำหนดค่าบริการเฉลี่ยว่าผู้บริโภคใช้แพ็กเกจใดมากที่สุด ก่อนกำหนดค่าบริการกลางเฉลี่ยออกมา เพื่อให้ค่าบริการ 3จี ลดลง 15% จริง
และมีผู้บริโภคจำนวนมากได้ประโยชน์ เพราะ “ปัจจุบันกทค. คำนวณค่าบริการเฉลี่ยจากแพคเกจทั้งหมด ซึ่งอาจมีบางแพคเกจที่ราคาสูงขึ้น และบางแพคเกจราคาถูกลง โดยแพคเกจราคาลดลง อาจมีผู้ใช้บริการไม่มากนัก” นายพรเทพกล่าว
เปิดเผยถึง งานศึกษา เอ็นบีทีซี โพไลซี วอช (NBTC Policy Watch) ถึงผลการเปลี่ยนแปลงค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ พบว่า ค่าบริการ 3 จีของผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับลดลง 15% ตามที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้ประกาศไว้
สำหรับผลการศึกษาคลื่น 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเดือน ก.ย.นี้ แต่ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม (แคท) กับ บริษัท ทรูมูฟ และบริษัท ดิจิตอล โฟน (ดีพีซี) โดย กทค.ได้ขยายเวลาคืนคลื่นออกไปอีก 1 ปีนั้น อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 74 ของ พ.ร.บ.การจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพราะกฎหมายระบุให้นำคลื่นที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทานต้องนำไปประมูลเท่านั้น
ทั้งนี้ หาก กทค.ไม่สามารถประมูลคลื่นได้ทัน ควรนำคลื่น 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ที่บริษัท ดีแทค ถือครองอยู่นำไปให้บริการแก่ผู้บริโภคได้ หรือหากยืดอายุการให้บริการไปอีก 1 ปี ก็ควรให้บริษัท กสท โทรคมนาคม เป็นผู้ดูแลลูกค้าดังกล่าวแทนเพราะเป็นเจ้าของโครงข่ายและอุปกรณ์การให้บริการ ซึ่งจำนวนผู้ใช้บริการของสองบริษัทมากกว่า 17 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น ทรูมูฟ 17 ล้านเลขหมาย และบริษัท ดีพีซี จำนวน 9.43 หมื่นเลขหมายและกทค.มีทางเลือกที่นำคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่บริษัท ดีแทค มีอยู่มาให้บริการต่อไปได้
นายพรเทพ เบญญาอภิกุล นักวิจัยประจำโครงการ และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลการทดลองสร้างแพคเกจการให้บริการจำนวน 24 แพคเกจ เพื่อเป็นตัวแทนของผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แตกต่างกันทั้งด้านเสียงและข้อมูล พบว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอไอเอส) มีค่าบริการลดลง 7.8% บริษัท เรียลฟิวเจอร์ (ทรู) ค่าบริการลดลง 8.5% บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค (ดีแทค) ค่าบริการลดลง 17.7%
ทั้งนี้ ถือว่าผู้ให้บริการทั้ง 3 รายไม่ได้ปรับลดค่าบริการ 3 จีลงในระดับ 15% โดยเอไอเอสมีจำนวนแพคเกจที่ ลดลง 15% เพียง 5 แพคเกจเท่านั้น จากจำนวน 24 แพคเกจ ทรู มี 9 แพคเกจที่ราคาลดลง 15% และดีแทค มี 10 แพคเกจที่ราคาลดลง 15% เนื่องจาก ดีแทคเปิดให้ผู้บริโภคเลือกแพคเกจตามการใช้งานจริงของบริการเสียงและข้อมูล
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอให้กทค. คำนวณค่าบริการ 3 จีแต่ละแพคเกจแยกกัน หรือกำหนดค่าบริการเฉลี่ยว่าผู้บริโภคใช้แพคเกจใดมากที่สุด ก่อนกำหนดค่าบริการกลางเฉลี่ยออกมา เพื่อให้ค่าบริการ 3 จี ลดราคา 15% จริงและมีผู้บริโภคจำนวนมากได้ประโยชน์ เพราะปัจจุบัน กทค. คำนวณค่าบริการเฉลี่ยจากแพคเกจทั้งหมด ซึ่งอาจมีบางแพคเกจที่ราคาสูงขึ้น และบางแพคเกจราคาถูกลง โดยแพคเกจราคาลดลง อาจมีผู้ใช้บริการไม่มากนัก
นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยประจำโครงการและอาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า การหมดอายุสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์นั้น กทค. ควรนำคลื่นมาประมูลก่อนสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง เพราะกฎหมายกำหนดหน้าที่ของ กสทช.ต้องนำคลื่นมาประมูลเพื่อให้ใบอนุญาตผู้ให้บริการรายใหม่ และไม่สามารถนำคลื่นไปยืดอายุอีก 1 ปี เพราะผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกันหากกทค.ไม่สามารถจัดประมูลคลื่นได้ทัน ก็ควรนำคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่ บริษัท ดีแทค ถือครองอยู่และมีคลื่นความถี่ที่เหลืออยู่ นำไปให้บริการแก่ผู้บริโภคได้ หรือ หากยืดอายุการให้บริการไปอีก 1 ปีก็ควรให้บริษัท กสท โทรคมนาคม เป็นผู้ดูแลลูกค้าดังกล่าวแทน เพราะเป็นเจ้าของโครงข่ายและอุปกรณ์การให้บริการ ซึ่งจำนวนผู้ใช้บริการของสองบริษัทมากกว่า 17 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น ทรูมูฟ 17 ล้านเลขหมาย และบริษัท ดีพีซี จำนวน 9.43 หมื่นเลขหมาย
อย่างไรก็ตาม หาก กทค. ยืดอายุการให้บริการอีก 1 ปีโดยอ้างว่าต้องการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้เกิดปัญหาซิมดับ แสดงให้เห็นว่า กทค.คุ้มครองเอกชนมากกว่า เนื่องจากการยืดอายุสัญญาไปอีก 1 ปีทำให้ บริษัท ทรูมูฟ และ บริษัท ดีซีพี ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน 30% ให้แก่ภาครัฐ โดยแบ่งเป็น ค่าสัมปทานของ ทรูมูฟ 4,175 ล้านบาท และ ดีพีซี 2,654 ล้านบาท







