
สัญญาณร้ายเศรษฐกิจไทย
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยล่าสุดสะท้อนชัดเจนแล้วว่า เศรษฐกิจของไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้จ่ายในประเทศ การส่งออก การผลิตของภาคอุตสาหกรรม การลงทุน
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยล่าสุดสะท้อนชัดเจนแล้วว่า เศรษฐกิจของไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้จ่ายในประเทศ การส่งออก การผลิตของภาคอุตสาหกรรม การลงทุน
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจเดือน พ.ค. แผ่วลงมาก จนส่งผลแนวโน้มในครึ่งปีหลังมีแต่ทรงกับทรุด สาเหตุหลักมาจากการใช้จ่ายในประเทศลดต่อเนื่อง ครัวเรือนมีหนี้เพิ่มสูง
ขณะที่ สมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน พ.ค. 2556 อยู่ที่ 175.12 หดตัว 7.80%
กลุ่มที่มีการหดตัวลงมาก คือ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ หดตัว 23.88% อาหารแปรรูปหดตัว 33.72%
นี่คือสัญญาณร้ายที่บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายต้องตั้งการ์ดเพื่อรับมือ
เมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. ระบุว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะชะลอลงมากแค่ไหน ต้องดูต่อไปว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นจนทำให้ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายจะฉุดการบริโภคในประเทศมากน้อยแค่ไหน และต้องดูด้วยว่าในสถานการณ์เช่นนี้ธนาคารพาณิชย์จะกังวลการปล่อยกู้หรือไม่ เพราะปัจจุบันปัจจัยหนุนเศรษฐกิจมันชะลอลงแล้ว และคงชัดเจนแล้วว่าจีดีพีปีนี้คงชะลอลง จากเดิมที่ 5.1% โดย ธปท.จะทบทวนจีดีพี 10 ก.ค.นี้ และประกาศเป็นทางการ 19 ก.ค.นี้
เฉพาะในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ชะลอลงตามการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวติดลบ 0.2% จาก 1.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่าย จากภาระหนี้ที่สูงขึ้น ประกอบกับแรงกระตุ้นจากนโยบายรัฐก็ทยอยหมดลง ตามการใช้จ่ายในหมวดยานยนต์ จากโครงการรถยนต์คันแรกที่ได้ทยอยส่งมอบแล้วเป็นส่วนใหญ่
ผลที่ตามมาทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวติดลบ 1.6% จากเดือนก่อน 3.7%
แม้แต่ปริมาณการใช้น้ำมันก็ลดลงเหลือ 3.4% จากเดือนก่อน 5.6%
การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงเหลือ 0.9% จากเดือนก่อนขยายตัว 12.3%
ส่วนการส่งออกมีมูลค่า 1.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวติดลบ 5.1% ตามการลดลงของอุปสงค์ในต่างประเทศที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวติดลบ 7.8% จากเดือนก่อนติดลบ 4.2%
ที่น่าสนใจคือ ผลต่อเนื่องที่เกิดขึ้นกับการลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวตาม โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวติดลบ 3.3% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบ 0.9% ตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักร อุปกรณ์กลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออก
มีเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้นที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง ตามการเข้ามาเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย และรัสเซีย
แม้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จะยังขยายตัวดีโตได้ 12% แต่ก็ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 12.6% จากสินเชื่อครัวเรือนชะลอลงเป็นสำคัญ โดยสินเชื่อครัวเรือนโต 13.3% จากเดือนก่อน 14.2% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขยายตัว 10.3% จากเดือนก่อน 10.4%
ความเชื่อมั่นในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ก็ลดลงมาอยู่ที่ 54.6 จุด จาก 56.2 จุด
จะเห็นได้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญล้วนซวนเซ
แรงขับเคลื่อนที่เคยคาดว่าจะสร้างกำลังซื้อและกระตุ้นการลงทุนได้บ้าง คือการลงทุนน้ำที่เกิดขึ้นจากงบประมาณพิเศษที่รัฐบาลจะกระหน่ำลงไปในปีนี้อย่างน้อย 6 หมื่นล้านบาท เพื่อฉุดกระชากเศรษฐกิจให้วิ่งไปได้นอกเหนือจากงบประมาณปกติ แต่ถึงตอนนี้อาจไม่เป็นดังเช่นที่รัฐบาลฝัน
เลวร้ายที่สุดคือต้องเลื่อนไปเป็นปีหน้า หลังจากศาลปกครองพิพากษาให้รัฐบาลต้องทำประชาพิจารณ์ก่อนเซ็นสัญญาจ้างเอกชนในโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
สิ่งเหล่านี้คือตัวซ้ำเติมกำลังซื้อภายในประเทศที่จะหดหายไปในช่วงครึ่งปีหลัง จากนโยบายภาครัฐที่หมดอายุ ภาวะเช่นนี้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล ชี้แนะว่า ปีนี้การดำเนินธุรกิจมีความท้าทายและยากลำบากมากขึ้น เพราะมีปัจจัย 2 ด้านมากระทบ คือ การแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น และผลกระทบจากนโยบายภาครัฐในส่วนของรถคันแรก ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
ตอนนี้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยซื้อเยอะ ก็ลดปริมาณการซื้อลง หรือลดการซื้อสินค้าในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซึ่งกระทบโดยตรงกับผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค
นอกจากนี้ ภาวะเงินบาทอ่อนค่า มีผลทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า
เวลานี้จึงมีปัจจัยลบรอบด้าน โดยเฉพาะกำลังซื้อลดลง ไม่มีผู้ประกอบการรายใดต้องการปรับราคาเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันแม้จะ ลด แลก แจก แถม ก็แทบจะขายของไม่ได้แล้ว
ซึม ซบ ทรุด กำลังเดินทางมาเยือนไทยแล้ว







