
ย้อนรอยแอร์พอร์ตลิ้งค์บทเรียนสำคัญโครงการ 2 ล้านล้าน
โครงการ 2 ล้านล้านบาท ได้ผ่านการพิจารณาวาระแรกจากที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา และอยู่ในขั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม จะพบว่าข้อมูลที่ปรากฏในบัญชีแนบท้ายการให้รายละเอียดแบบกว้างๆ เท่านั้น ยังไม่รวมถึงเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่ให้รายละเอียดของโครงการภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ของรัฐบาล จำนวน 273 หน้า สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวม 57 โครงการ เฉลี่ยแต่ละโครงการมีข้อมูลรายละเอียดประกอบประมาณ 45 หน้าเท่านั้น
โครงการ 2 ล้านล้านบาท ได้ผ่านการพิจารณาวาระแรกจากที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา และอยู่ในขั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม จะพบว่าข้อมูลที่ปรากฏในบัญชีแนบท้ายการให้รายละเอียดแบบกว้างๆ เท่านั้น ยังไม่รวมถึงเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่ให้รายละเอียดของโครงการภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ของรัฐบาล จำนวน 273 หน้า สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวม 57 โครงการ เฉลี่ยแต่ละโครงการมีข้อมูลรายละเอียดประกอบประมาณ 45 หน้าเท่านั้น
ในขณะที่การลงทุนครั้งนี้ใช้เงินกู้สูงถึง 2 ล้านล้านบาท แต่รายละเอียดแต่ละโครงการกลับมีน้อยมาก ไม่มีการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลความคุ้มค่าเทียบกับทางเลือกอื่น และตัวเลขในแผนงานยังมีความน่าสงสัยในเชิงความเป็นไปได้และความสมเหตุสมผล เช่น ตัวเลขคาดการณ์ผู้โดยสารในโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
เพื่อให้การลงทุนในโครงการ 2 ล้านล้านบาท เกิดอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด สถาบันอนาคตไทยศึกษาจึงทำการศึกษาบทเรียนจากโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ที่ใช้เงินลงทุนถึง 33,000 ล้านบาท โดยเปรียบเทียบรายละเอียดที่ระบุในแผนงานขั้นตอนการขออนุมัติโครงการแอร์พอร์ตลิงค์กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี พบว่ามี 6 เรื่องที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ
เรื่องที่ 1 : ระยะเวลาก่อสร้างของโครงการ ในแผนงานกำหนดว่าโครงการจะแล้วเสร็จตามสัญญาในวันที่ 5 พ.ย. 2550 (รวม 990 วัน) แต่ในความเป็นจริงได้มีการขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปถึง 2 ครั้ง รวมเป็นเวลาที่เพิ่มขึ้นกว่า 550 วัน ทำให้สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริงในวันที่ 23 พ.ย. 2553 ส่วนสาเหตุของความล่าช้าเกิดจากปัญหาที่ รฟม. ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่เวนคืนให้ผู้รับเหมาได้ตามเวลาที่กำหนด และพบปัญหาเสาตอม่อบางส่วนของโครงการร้าว
เรื่องที่ 2 : เวลาในการเดินรถและจำนวนขบวนรถที่สามารถให้บริการ จากเดิมที่เคยระบุว่ารถไฟฟ้า Express Line จะสามารถเดินรถได้ทุกๆ 15 นาที และมีจำนวนขบวนรถให้บริการทั้งสิ้น 4 ขบวน แต่ในปัจจุบัน Express Line สามารถให้บริการเดินรถได้จริงเพียงชั่วโมงละ 1 เที่ยว และเหลือขบวนรถเพื่อให้บริการเพียง 2 ขบวน เป็นผลจากการขาดแผนงานซ่อมบำรุงที่ดี ในขณะที่รถไฟฟ้า City Line ซึ่งเคยแจ้งว่าสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนมาให้บริการในช่วงเวลา 06.00-24.00 น. เท่านั้น
เรื่องที่ 3 : คาดการณ์จำนวนผู้โดยสาร ในเบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าโครงการแอร์พอร์ตลิงค์จะมีจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการในปี 2550 (ปีที่คาดว่าจะเปิดให้บริการ) มากถึง 95,900 คนต่อวัน เกือบจะเทียบเท่ากับจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิเฉลี่ยต่อวัน โดยแบ่งเป็นผู้โดยสารของ City Line จำนวน 87,700 คนต่อวัน และ Express Line 8,200 คนต่อวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี จำนวนผู้โดยสารจริงของแอร์พอร์ตลิงค์มีเพียง 40,811 คนต่อวันเท่านั้น แยกเป็น City Line 38,230 คน และ Express Line 2,581 คนต่อวัน
เรื่องที่ 4 : บริการเช็กอินและขนถ่ายสัมภาระผู้โดยสาร จากที่เคยระบุให้สถานีมักกะสันเป็นสถานีรับส่งผู้โดยสารและสถานีเช็กอินเพื่อขนถ่ายสัมภาระไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีสายการบินไทยและบางกอกแอร์เวย์สเป็นผู้ให้บริการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี มีจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการเช็กอินที่สถานีมักกะสันเพียง 12 คนต่อวัน และเหลือเพียงการบินไทยรายเดียวที่ยังคงเปิดให้บริการเช็กอิน นอกจากนี้ งานก่อสร้างสกายวอล์กเพื่อเชื่อมทางระหว่างสถานีมักกะสันกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพชรบุรีที่ได้รับการอนุมัติเงินกู้จาก ครม. ไปตั้งแต่เดือน ก.ย. 2552 ก็ยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2555 ตามที่ได้คาดการณ์เอาไว้แต่อย่างใด
เรื่องที่ 5 : ต้นทุนทางการเงินในการบริหารโครงการ พบว่า ร.ฟ.ท.จ่ายค่าธรรมเนียมทางการเงินสำหรับโครงการแอร์พอร์ตลิงค์สูงถึง 7% ในขณะที่โครงการอื่นๆ จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในส่วนนี้เพียง 2.5% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขสัญญาของโครงการเพื่อให้ชำระเงินแก่ผู้รับเหมาทันทีเมื่อครบกำหนดสัญญา จากเดิมที่เคยระบุให้ชำระเงินต่อเมื่อโครงการเสร็จสิ้น อีกทั้งยังไม่มีการระบุเงื่อนไขการรับมอบงานที่แล้วเสร็จแต่อย่างใด
เรื่องที่ 6 : การกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องตามที่ ครม. มีมติให้จัดสรรเงินกู้เพิ่มเติมแก่ บริษัท เดินรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุนและขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างสูง ทำให้ไม่มีเงินไปใช้เพื่อปรับปรุง ซ่อมบำรุง และจัดซื้ออะไหล่สำหรับขบวนรถไฟฟ้า โดยต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลังก่อน แต่จนถึงปัจจุบันกระทรวงการคลังยังไม่ได้อนุมัติเงินกู้งวดแรกให้แก่แอร์พอร์ตลิงค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาเลย
เพราะฉะนั้น เมื่อได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการแอร์พอร์ตลิงค์มากมายเช่นนี้ ประเทศไทยควรจะใช้ประโยชน์จากบทเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่โครงการ 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังจะดำเนินการ ดังนี้
1.ข้อมูลโครงการลงทุนของรัฐควรเปิดเผยและเข้าถึงได้ง่าย เพราะสังคมยังคงต้องการการเปิดเผยข้อมูลของรัฐเพิ่มเติมอีกมาก เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการ 2 ล้านล้านบาท
2.เราต้องตั้งคำถามกับตัวเลขต่างๆ ที่รัฐนำเสนอว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ
3.เพื่อให้มั่นใจในเรื่องของความคุ้มค่า ต้องมีการเปรียบเทียบงบประมาณที่จะใช้กับโครงการในลักษณะเดียวกัน
4.ต้องให้ความสำคัญกับทักษะในการบริหารจัดการโครงการ และพิจารณาเลือกผู้บริหารจัดการที่มีความสามารถ
5.ต้องดูว่าการประเมินความเป็นไปได้ของโครงการดีเพียงพอหรือไม่ และใครเป็นผู้ประเมินความคุ้มค่าของโครงการ
6.ใครคือผู้รับผิดชอบโครงการหากโครงการไม่ประสบผลสำเร็จ
บทเรียนที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วอย่างโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินภาษีของประชาชนไปลงทุนในโครงการที่ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่าในมูลค่าที่สูงถึง 33,000 ล้านบาท และอาจเป็นไปได้ว่าเราจะยังคงมีภาระอย่างต่อเนื่องในการนำเอาเงินภาษีไปอุดหนุนโครงการนี้ ตราบใดที่โครงการยังไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง หากย้อนเวลากลับไปได้ และเราเลือกนำเงิน 33,000 ล้านบาท ไปลงทุนในโครงการที่บรรเทาหรือแก้ไขปัญหาเรื่องการขนส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบินกับเมือง ประเทศคงไม่เกิดค่าเสียโอกาสมากเท่านี้







