posttoday
อนาคตเศรษฐกิจไทยในปี 2556 แขวนอยู่บนเส้นด้าย?

อนาคตเศรษฐกิจไทยในปี 2556 แขวนอยู่บนเส้นด้าย?

28 มิถุนายน 2556

ในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวมทั้งของในประเทศไทยมีความผันผวนมาก ผมคิดว่าส่วนหนึ่งสะท้อนความกังวลเรื่องทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ Quantitative Easing (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ แต่อีกส่วนหนึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนในประเด็นของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะต่อจากนี้ไปว่าจะเป็นไปอย่างไร

ในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวมทั้งของในประเทศไทยมีความผันผวนมาก ผมคิดว่าส่วนหนึ่งสะท้อนความกังวลเรื่องทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ Quantitative Easing (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ แต่อีกส่วนหนึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนในประเด็นของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะต่อจากนี้ไปว่าจะเป็นไปอย่างไร

ส่วนตัวผมก็เริ่มเป็นห่วงทิศทางของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากได้วิเคราะห์ตัวเลขเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. 2556 ที่บ่งชี้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ทั้งในด้านอุปทาน (Supplyside) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ (Demandside) โดยอุปสงค์จากต่างประเทศจากปริมาณการส่งออกปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ในขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศทั้งในด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวลงเช่นกัน

เราต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่ได้พึ่งพาภาคเกษตร (8% ของ GDP) ในขณะที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการผลิตอุตสาหกรรม (เกือบ 40% ของ GDP) ดังนั้น เมื่อผมเห็นตัวเลขดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน พ.ค. 2556 ที่หดตัวถึง 7.5% ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนัก ส่วนภาคการเกษตรยังทรงตัว โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัวอยู่ที่ 0.5%

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยในวันนี้มีจุดแข็งด้านภาคบริการที่สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยในเดือน พ.ค. 2556 มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1.85 ล้านคน ขยายตัว 19.4%

นอกจากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในด้านอุปทานโดยเฉพาะจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน พ.ค. 2556 จะมีสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่องแล้ว เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านการใช้จ่ายทั้งภายในประเทศและการส่งออกปรับตัวลดลงเช่นกัน สะท้อนได้จากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือน พ.ค. 2556 หดตัว 1.7% อันแสดงถึงคนเริ่มใช้จ่ายลดลง

นอกจากนี้ ตัวเลขเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนในเดือน พ.ค. 2556 มีสัญญาณชะลอลง โดยเฉพาะในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร วัดจากปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัว 1.4% ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือน พ.ค. 2556 ขยายตัว 16.8% ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าขยายตัว 17.7% เช่นเดียวกับภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ขยายตัว 14% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 40.6% สำหรับด้านการส่งออกปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยมูลค่าการส่งออกหดตัวที่ 5.2%

ดังนั้น ผมคิดว่าเราคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 อย่างใกล้ชิด เพราะตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ บ่งชี้ถึงสัญญาณการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ผมประเมินว่าตัวเลข GDP ของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 จะขยายตัวชะลอลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ผมว่าเรายังโชคดีอยู่บ้างที่ภาคการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแกร่งและน่าจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อีกทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะทิศทางการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) ของสหรัฐอเมริกา และแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่อาจชะลอตัวลงในระยะต่อจากนี้ไป มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556

ผมคิดว่าทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2556 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงตามลำดับ โดยเฉพาะในกรณีที่การส่งออกไม่สามารถฟื้นตัวและขยายตัวได้ตามเป้าหมาย และการเบิกจ่ายภายใต้แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง 2 ล้านล้านบาท มีความล่าช้าภายใต้ปัจจัยต่างๆ เช่น คำสั่งศาลปกครองที่กำหนดให้รัฐบาลต้องรับฟังความเห็นประชาชนก่อนลงนามผูกพันในสัญญา

โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สอดคล้องกับสัญญาณการอ่อนตัวของเศรษฐกิจไทย ดูแลความผันผวนของค่าเงินบาท และการส่งออก รวมทั้งการเร่งรัดดำเนินการตามแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะเร่งการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบให้กับ SMEs โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการผันผวนของค่าเงินบาท และความยืดเยื้อในการหดตัวของเศรษฐกิจยุโรป ผมว่าการบริหารจัดการเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ให้สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพเศรษฐกิจ (หลายสำนักเศรษฐกิจมักจะให้ตัวเลข Potential GDP ของไทยไว้ที่ 4.55.5% ต่อปี) ถือเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายเลยนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท