
"ปู"ผงาดกลาโหมรุกกองทัพ ปรับปีกความมั่นคง
หากโผปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่พลิกตาลปัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังก้าวสู่การเป็น “นายกรัฐมนตรีพลเรือน”
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
หากโผปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่พลิกตาลปัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังก้าวสู่การเป็น “นายกรัฐมนตรีพลเรือน” คนที่ 5 บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม ตามหลัง 4 อดีตนายกฯ ไทย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ชวน หลีกภัย สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
แนวรุกผงาดควบกระทรวงทหาร ยิงพลุส่งสัญญาณชัด ทิศทางการเมืองหลังจากนี้นายกฯ หญิง จะสยายปีกอำนาจรุกเข้าไปในกองทัพมากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงแต่อำนาจการสั่งการผู้นำเหล่าทัพจะเป็นเอกภาพ เนื่องจากการบัญชาการส่งตรงจากนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายทหารหลังจากนี้ “ยิ่งลักษณ์” จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นผ่านหัวโขนสำคัญในคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งทหารชั้นนายพล
หากจำกันได้ ก่อนหน้านี้มีความพยายามของ สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ ต้องการแก้ไข “พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551” ให้อำนาจนายกฯ และ รมว.กลาโหม เข้าไปจัดทำโผทหารได้ แต่กลับเจอสัญญาณจากขั้วกองทัพต้านจนล้มคะมำ มิหนำซ้ำยังติดล็อกในตัว พ.ร.บ.มาตรา 43 (5) ที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันแก้เนื้อหาเพื่อเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาล้วงลูกโผทหาร อันเป็นมาตราผลงานของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ โดยเนื้อหามาตราดักทางชัด ระบุหากจะพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับทหารนั้น ต้องผ่านมติ “สภากลาโหม” เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 25 กำหนดว่า การพิจารณาแต่งตั้งทหารชั้นนายพลของสำนักงานปลัดกระทรวงและส่วนราชการในกองทัพไทยนั้น ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการ 7 เสือ ประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมช.กลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทหารบก ผบ.ทหารเรือ ผบ.ทหารอากาศ และปลัดกระทรวงกลาโหม
จากมาตราใน พ.ร.บ.ที่ปิดทางนายกฯ เคาะโผทหาร จากนี้หาก ยิ่งลักษณ์ เข้ามานั่งว่าการกระทรวงเท่ากับส่งตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งเสียงในคณะกรรมการ สามารถพิจารณาแต่งตั้งทหารชั้นนายพลได้โดยตรง ยิ่งผนวกกับเสียง “รัฐมนตรีช่วย” “ปลัดกระทรวง” รวมถึง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ล้วนไฟเขียวส่งตรงมาจากขั้วการเมืองนั้น เท่ากับการผนึกเสียงเป็นปึกแผ่นคานอำนาจกับขั้วกองทัพชนิดที่เรียกว่าแทบจะเบ็ดเสร็จ
ทั้งนี้ การวางนายกฯ ผงาด รมว.กลาโหม ไม่เพียงเสริมความแกร่งทางการเมืองให้ “ยิ่งลักษณ์” เท่านั้น อีกด้านยังสะท้อนว่าเป็นหมากรุกของรัฐบาลที่ต้องการขันน็อตทีมรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ที่การประเมินภาพรวมนั้นประชาชนยังคงเห็นว่าบริหารงานบกพร่องไม่แพ้รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเด้ง “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี หลุดผัง ครม.เมื่อปลายปี 2555 โดยปราศจากการตั้งรัฐมนตรีคุมงานมั่นคงโดยเฉพาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะนั้น ยิ่งสะท้อนการบริหารงานของรัฐบาลว่ายังไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา
เป็นที่ทราบดีว่า “บิ๊กอ๊อด” เป็นฟันเฟืองสำคัญในการคุมงานยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ นั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปต.) ทำหน้าที่ประสานการขับเคลื่อนงาน 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน ทั้งยังตั้ง ศปก.กปต.ประสานงานร่วมกับหน่วยงานกระทรวง ตลอดจน กอ.รมน.และ ศอ.บต. ฉะนั้นการเด้ง “บิ๊กอ๊อด” เข้ากรุที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จึงทำให้การขับเคลื่อนงานสะดุดไม่น้อย
ขณะเดียวกัน รมต.ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอย่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาชัดเจนว่าปราศจากท่าทีการเป็น “หัวเรือใหญ่” แบกรับความรับผิดชอบปัญหาการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะ “สารวัตรเหลิม” นั้น มักใช้ลีลา วาทะ โผงผางแบบนักการเมืองแก้ปัญหา หลายครั้งจึงทำให้สถานการณ์ไม่ต่างจากการราดน้ำมันบนกองไฟ อย่างการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็นผ่านไปถึง 3 ครั้ง เเต่ยังไม่เห็นว่าสถานการณ์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เเต่รองฯ เฉลิม ทำได้เพียงให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีเเข็งกร้าวต่อคู่เจรจา ขัดเเย้งกับคำว่า “สันติภาพ” อย่างสิ้นเชิง
ด้าน “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล แม้ยังไม่มีเสียงแอนตี้จากทางกองทัพอย่างดังกึกก้องมากนัก แต่นับว่าสร้างความแคลงใจไม่น้อยจากวีรกรรมเด้งฟ้าผ่า พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เข้ากรุสำนักงาน รมว.กลาโหม โทษฐานแข็งข้อไม่สนองนโยบาย แม้อ้างว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 5, 9 และ 24 ของ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม แต่คำสั่งเด้งของ “บิ๊กโอ๋” ยังเป็นที่โจษจันว่าใช้อำนาจฝ่ายการเมืองรังแกข้าราชการประจำ จน พล.อ.เสถียร ลุยยื่นฟ้องถึงศาลปกครอง
ปัญหาตัวบุคคลที่ถ่วงปีกความมั่นคงไม่ให้เดินหน้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องอาศัยบารมีทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเเละอดีตรองนายกฯ คัมเเบ็กหน้าที่เดิมอีกครั้ง โดยเชื่อว่าความเก๋าของศิษย์เก่า จปร.รุ่น 8 จะกลับมาเป็นมือประสานงานด้านความมั่นคง สร้างเสถียรภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอีกครั้ง
การปรับเก้าอี้ปีกกลาโหมเเละความมั่นคงของ ครม.ปู 5 ครั้งนี้ จุดสำคัญจึงไม่เพียงเเต่ดึงนายกรัฐมนตรีรุกคืบอำนาจในกองทัพเท่านั้น แต่ยังเป็นการคืนสังเวียนของ “บิ๊กอ๊อด” ให้เข้ามาอุดรอยรั่ว ไม่ให้น้ำไหลเข้าเรือถ่วงรัฐบาลไปมากกว่าเดิม







