
ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินและการคลังในการรับมือผลกระทบจากภายนอกประเทศ
....ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์
ในปี 2009 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะความถดถอยทางเศรษฐกิจอันเนื่องจากปัญหาวิกฤตการเงินโลกที่แพร่กระจายมายังประเทศอื่นๆ ผ่านช่องทางทั้งด้านการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งในกรณีของไทยช่องทางการส่งผ่านผลกระทบจากภายนอกที่สำคัญที่ผู้เขียนได้คำนวณไว้ในงานวิจัยจะมาจากการลดลงของมูลค่าการค้าโลกเป็นสำคัญ ทำให้การส่งออกของไทยหดตัวลงอย่างรวดเร็วและมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับสูง
แต่การลดลงของการส่งออกที่ผ่านมาจะควบคู่กับการนำเข้าที่ลดลงด้วย ดังนั้นผลทางตรงรวมของภาคการค้าระหว่างประเทศจะไม่มาก แต่ผลกระทบของการส่งออกนอกจากจะส่งผลทางตรงแล้วยังมีผลทางอ้อมผ่านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนด้วย เนื่องจากการส่งออกมีผลต่อรายได้และการจ้างงานของแรงงานที่ทำงานในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจึงส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนจะอ่อนไหวต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออก โดยเฉพาะในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ซึ่งผลิตเพื่อการส่งออก ทำให้เกิดการชะลอตัวของการลงทุนและการบริโภคตามมา อันเป็นผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้น
นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่แต่ละประเทศใช้รับมือกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ได้แก่ การใช้นโยบายการเงินโดยการลดอัตราดอกเบี้ย และนโยบายการคลังโดยการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐควบคู่กับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งประเทศไทยก็มีการใช้นโยบายเหล่านี้ควบคู่กันในช่วงที่ผ่านมา โดยนโยบายการเงินจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ แต่จะมีช่วงเวลาของการส่งผ่าน โดยผลต่อการเติบโตจะเห็นผลชัดเจนประมาณ 35 ไตรมาส หลังการประกาศ ส่วนผลต่ออัตราเงินเฟ้อจะเห็นผลชัดเจนประมาณ 58 ไตรมาสหลังการประกาศ จากการประมาณการโดยใช้ตัวแบบเศรษฐกิจมหภาคของนิด้า (NIDAQMM) ผลของนโยบายการเงินในช่วงไตรมาส 4 ปี 2008 ถึงไตรมาสแรก ปี 2009 จะเห็นผลที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2009 โดยจะช่วยกระตุ้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 1.024 และ 0.681 ในปี 2009 และ 2010 ตามลำดับ ดังนั้น เมื่อเทียบกับการหดตัวทางเศรษฐกิจในปี 2009 เนื่องจากปัญหาการลดลงของมูลค่าการค้าโลกอันเป็นผลจากวิกฤตการเงินโลก ขนาดของผลกระทบของนโยบายการเงินที่ผ่านมา จึงยังไม่มากและไม่พอต่อการป้องกันไม่ให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2009 อยู่ในระดับติดลบได้
ส่วนผลของนโยบายการคลังจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในเวลาที่รวดเร็วกว่านโยบายการเงิน แต่ผลจะคงอยู่เฉพาะในช่วงเวลาที่มีการดำเนินนโยบายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลต่อเนื่องจะหายไปในเวลาที่รวดเร็วกว่า จากการวิเคราะห์โดยใช้ตัวแบบ NIDAQMM ผลของการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายภาครัฐคิดตามราคาที่แท้จริงร้อยละ 1 จะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณร้อยละ 0.22 ในปีเดียวกัน ดังนั้น การใช้นโยบายการคลังในช่วงปี 2009
–2010 จะส่งผลในการกระตุ้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 1.052 และ 0.699 ในปี 2009 และ 2010 ตามลำดับดังนั้น จากผลการคำนวณข้างต้นจะเห็นว่า ที่ผ่านมา ผลของนโยบายการเงินการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งรวมกันแล้วยังน้อยกว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และการขยายขนาดของมาตรการให้เพียงพอกับขนาดของผลกระทบภายนอกทำได้ยาก เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะมีข้อจำกัดในการปรับลดลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0 นอกจากนี้หากมีการลดอัตราดอกเบี้ยมากเกินไปจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนฯ รวมถึงแรงจูงใจในการออมเงิน ซึ่งระดับการออมนี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถลดลงได้มากเท่ากับผลกระทบภายนอกที่เข้ามา
ส่วนผลของนโยบายการคลังจะมีผลต่อการกระตุ้นการเติบโตต้องเป็นการเพิ่มขึ้นจากรายจ่ายที่จ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว (เพิ่มขึ้นกว่าการใช้จ่ายปกติ) ดังนั้นในการพยุงเศรษฐกิจรัฐบาลตัองมีฐานะการคลังที่มั่นคงก่อนการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยทั่วไปรัฐบาลมีแนวโน้มในการใช้จ่ายที่สูงขึ้นไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีเพื่อรักษาคะแนนนิยม ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะวิกฤต ศักยภาพของการเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นจากระดับปกติจึงมีไม่มาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนวิกฤตการเงินโลกในปี 2009 เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวตามปัญหาการเมืองภายในประเทศ ดังนั้นการเพิ่มการใช้จ่ายในปี 20092010 จึงทำได้ไม่มาก
จากการวิเคราะห์ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและผลของการใช้นโยบายการเงินการคลังจะพบว่า นโยบายเหล่านี้มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของผลกระทบที่ไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตขนาดใหญ่ที่มาจากปัจจัยภายนอก จึงเป็นข้อควรระวังที่สำคัญในการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว เนื่องจากการพัฒนาที่ผ่านมาพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมากทั้งในแง่ของตลาดสินค้าและในแง่ของแรงจูงใจในการลงทุน โดยรัฐบาลมีการเน้นการลงทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งออกผ่านมาตรการต่างๆ ของ BOI เมื่อตลาดต่างประเทศเกิดปัญหา การลงทุนจึงมีการปรับตัวลดลงมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายที่สำคัญในการกำหนดนโยบายการพัฒนาที่จะพึ่งอุปสงค์ภายในประเทศให้มากขึ้นเพื่อป้องกันความผันผวนจากภายนอก และมีการพึ่งพาภาคการส่งออกในระดับที่พอดีไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปครับ







