
ข่าวดีหรือร้าย
ช่วงนี้คนเล่นหุ้นต้องทำใจค่ะ มีได้ก็ต้องมีเสีย หลังจากที่ได้มาหลายปีติดต่อกันแล้ว ช่วงครึ่งปีหลังนี้จะเป็นช่วงเสียเหนาะๆ ถ้าเล่นไม่เป็น โดยเฉพาะพวกแมลงเม่ามือใหม่ที่เพิ่งจะกระโจนเข้าในช่วง 23 เดือนที่แล้ว
ช่วงนี้คนเล่นหุ้นต้องทำใจค่ะ มีได้ก็ต้องมีเสีย หลังจากที่ได้มาหลายปีติดต่อกันแล้ว ช่วงครึ่งปีหลังนี้จะเป็นช่วงเสียเหนาะๆ ถ้าเล่นไม่เป็น โดยเฉพาะพวกแมลงเม่ามือใหม่ที่เพิ่งจะกระโจนเข้าในช่วง 23 เดือนที่แล้ว
ต่อเนื่องจากข่าวร้าย (ของคนเล่นหุ้น) ที่เฟดจะชะลอและค่อยๆ ถอนมาตรการคิวอีลง ก็มาเจอข่าวไม่สู้ดีเรื่องเศรษฐกิจจีนที่งดอัดฉีดสภาพคล่องซ้ำเติมอีก
ทว่าสำหรับคนไม่เล่นหุ้นแล้ว นี่ถือเป็นข่าวร้ายเหมารวมของทุกคนไปด้วยหรือไม่
กรณีของจีนนั้น นับเป็นข่าวร้ายและข่าวดีในคราวเดียวกัน โดยขึ้นอยู่กับว่าจะเน้นมองมุมไหน และให้น้ำหนักกับเรื่องใดมากกว่ากัน
การไม่อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มย่อมทำให้ตลาดทุนดิ้นพล่าน เพราะหมายความว่าการยอมอัดฉีดสภาพคล่องให้แบงก์พาณิชย์อย่างง่ายๆ กำลังจะจบลง เงินจะไม่ตกถึงมือธนาคารเงา (Shadow Banking) หรือพวกทรัสต์และสถาบันการเงินทั้งหลาย ที่มักนำเงินไปลงทุนความเสี่ยงสูง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมกระทบต่อภาคธุรกิจจริงด้วย เอสเอ็มอีจีนจำนวนมากยังต้องพึ่งเงินจากธนาคารเงา เพราะยังไม่มีเครดิตพอที่จะเข้าถึงช่องทางเงินกู้ปกติของแบงก์ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลทางจิตวิทยา แบงก์ไม่กล้าปล่อยกู้ ภาคธุรกิจไม่กล้าระดมทุนเพื่อลงทุนหรือใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งเศรษฐกิจจีนปีนี้จะโตลดลงอย่างแน่นอน แต่จีนก็กล้าเสี่ยงโดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีทุนสำรอง เศรษฐกิจอเมริกาก็กำลังดีขึ้น และที่จริงแล้วตัวเลขระดับ 7% ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
สำหรับจีนแล้ว นี่อาจเป็นการยอมแลกที่คุ้มค่า เพราะจะได้จัดการปัญหาธนาคารเงาที่เป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงิน สถาบันเหล่านี้นำเงินไปหมุนกับบรรดาตราสารความเสี่ยงสูง ซึ่งสื่อบางสำนักมองว่าคล้ายกับวิกฤตการณ์เลห์แมน บราเธอร์ส ในปี 2551 หากปล่อยไปและเมื่อรวมกับปัญหาหนี้เสียและฟองสบู่สินทรัพย์ จีนก็กลายเป็นคนป่วยต่อจากสหรัฐและยุโรป
กลุ่มผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีน จึงไม่มีทางเลือกนอกจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่หันกลับไปใช้วิธีอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนยาสเตียรอยด์เหมือนที่ผ่านๆ มา
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศก็เพิ่งเตือนให้โลกอย่าตกเป็นตัวประกันของตลาดหุ้น หรืออย่ากลัวความผันผวนของตลาดทุนจนไม่กล้าถอนมาตรการกระตุ้น
เพราะยิ่งประวิงเวลาก็จะยิ่งเสี่ยง และโลกก็จะไม่สามารถหลุดพ้นวิกฤตจากวงจรอุบาทว์ของการเก็งกำไรไปได้







