
รถหรู
ไฟไหม้รถยนต์ไม่กี่คันที่โคราช แต่หนีตายกันอลหม่านทั่วทั้งกรุงเทพฯ
ไฟไหม้รถยนต์ไม่กี่คันที่โคราช แต่หนีตายกันอลหม่านทั่วทั้งกรุงเทพฯ
คงเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ นอกจากเรื่องรถหรูที่ถูกส่งไปจดทะเบียนที่ศรีสะเกษเมื่อปลายเดือนที่แล้ว แต่ถูกไฟไหม้ระหว่างทางที่โคราช
ที่ต้องหนีตายกัน ก็เพื่อไม่ให้ชื่อของตัวเอง ของญาติพี่น้อง หรือของพวกพ้อง ถูกเปิดเผยออกมาในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือบนจอทีวี
ส่วนความเกรงกลัวโทษทัณฑ์หรือเกรงกลัวบาปคงมีน้อยกว่า เพราะเมื่อเรื่องสงบก็คงมีวิธีให้หลุดพ้นจากความผิด อย่างมากก็คงเสียแค่ค่าเบี้ยบ้ายรายทางเท่านั้น ซึ่งน้อยนิดเมื่อเปรียบกับทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดที่มีพันล้าน แต่ผู้ประกอบการหลายรายกำลังเดือดร้อน เพราะยอดขายขณะนี้ตกฮวบ โอนไม่ได้ ระบายสต๊อกไม่ทัน ลูกค้ารีรอไม่ซื้อหรือไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ รวมทั้งไม่กล้ารับรถหรือเอารถมาคืน
มีคนยืนยันว่าเรื่องแบบนี้ทำไม่ได้ ถ้าไม่มีเส้นสายการเมือง หรืออำนาจการเมืองหนุนหลัง เพราะการจะผ่านกระบวนการหรือขั้นตอนแต่ละอย่างของทางการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแกล้งเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ และยอมรับค่าตอบแทนเพื่อแลกกับลายเซ็นอนุมัติ
คนที่ซื้อหรือใช้รถยนต์เหล่านี้ ต่างมีเงินถุงเงินถังด้วยกันทั้งสิ้น จะจ่ายเงินเพิ่มอีกสิบกว่าล้านบาทเพื่อซื้อรถใหม่ที่นำเข้าและเสียภาษีอย่างถูกต้องก็ทำได้ แต่ก็ถูกความโลภบังตา
ใครจะไปคาดคิดว่าจะโชคไม่ดี มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
มีคนเล่าให้ฟังว่า หลายฝ่ายในขณะนี้แทนที่จะพยายามทำความจริงให้ประจักษ์ กลับพยายามช่วยกันกลบเกลื่อนร่องรอยและเบี่ยงเบนประเด็น เพื่อจำกัดขอบเขตของความเสียหาย และเพื่อดึงเวลา รอให้มีข่าวใหญ่อื่นๆ ออกมาช่วยกลบข่าวนี้
ตัวอย่างเช่น มีการออกข่าวตั้งแต่วันแรกๆ ว่าใกล้จะรู้ตัวคนผิดแล้ว ใกล้จะจับได้แล้ว หรือใกล้จะมีการมอบตัวแล้ว แต่ผ่านมาเกือบเดือนก็ยังวนเวียนอยู่ในวงจำกัด
ชื่อที่ถูกเปิดเผยออกมาในระยะหลัง มักจะไม่เป็นที่คุ้นเคยของสังคม ต่างจากในระยะแรกที่มีชื่อนักการเมืองกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และครอบครัวหลุดออกมา ซึ่งเมื่อถูกสอบถาม ต่างก็พยายามแก้ตัวว่าซื้อมาอย่างถูกต้องบ้าง ไม่ทราบว่าผู้ขายรถอาจได้ทำความผิดบ้าง หรือซื้อมาแล้วก็ขายไปแล้ว ในราคาเท่าทุนหรือขาดทุนบ้าง เป็นต้น
บางหน่วยงานพยายามปฏิเสธความรับผิดชอบ จนฟังดูเกือบเป็นเรื่องตลก เช่น ศุลกากรบอกว่าตรวจสอบตามขั้นตอนปกติไม่ได้ เพราะไม่มีผู้แสดงตน และคนขับรถบรรทุกก็ไม่ยอมพูด
ทีเรื่องยากกว่านี้ มีร่องรอยน้อยกว่านี้ ก็ยังตรวจสอบหาข้อเท็จจริงได้ กรณีนี้ทั้งรถบรรทุกและรถหรูต่างมีทะเบียนและมีชื่อเจ้าของรถในทะเบียนให้ตรวจสอบได้ทั้งสิ้น กลับต้องรอให้แสดงตัวหรือเปิดปากพูดเสียก่อน
ส่วนนายด่านแถวชายแดนมาเลเซียก็ให้ข่าวว่า ได้ตรวจเข้มมาโดยตลอด และยึดมาได้แล้วหลายร้อยคัน จะนำออกประมูลในไม่ช้า หลังจากกำหนดขั้นตอนประมูลที่รัดกุม เพื่อป้องกันการฮั้วประมูล
เรื่องนี้ก็ฟังประหลาดเช่นกัน เพราะหากตรวจเข้มจริงก็คงจับได้ไม่กี่คัน หลังจากนั้นคงไม่มีใครเอามาผ่านด่านให้ถูกจับอีก ที่หลายคนเป็นห่วงก็คือ อาจเป็นเจตนาเอามาให้จับ เพื่อจะได้ไปประมูลออกมาในราคาถูกในภายหลัง เป็นการยอมเสียเงินเพื่อฟอกรถผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย
ล่าสุด ดีเอสไอออกมาให้ข่าวว่า เจ้าของรถหรูที่สมัครใจนำรถมาให้ตรวจสภาพ ถือว่าเป็นผู้เสียหายที่ต้องได้รับการเยียวยา
ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า คนซื้อรถในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นคันละหลายๆ ล้านบาท จะเป็นผู้เสียหายได้อย่างไร คนเหล่านี้คงไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่ามีการเลี่ยงภาษีเกิดขึ้น มิฉะนั้นคงไม่ต้องถ่อไปจดทะเบียนถึงนนทบุรี หรือศรีสะเกษ
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะถูกกลบเกลื่อนหรือเบี่ยงเบนอย่างไร ผมก็อยากให้ทุกคนเข้าใจถูกต้องตรงกันว่า เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เรามีระบบการเมือง และระบบข้าราชการประจำที่ฉ้อฉล
กลุ่มคนที่บอกเราว่า กำลังพยายามจัดการกับปัญหาและหาตัวผู้กระทำผิด ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งคนในรัฐบาลและกลุ่มผู้รักษากฎหมาย บางคนถ้าไม่ทำผิดเสียเองก็มีคนใกล้ชิดที่ทำผิด
ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่เราจะได้เห็นปัญหานี้ได้รับการแก้ไขอย่างยุติธรรม หรืออย่างเป็นรูปธรรมจึงมีน้อย แต่น่าจะเป็นการพยายามกวาดขยะเข้าไปซ่อนไว้ใต้พรมมากกว่า
ผมทราบดีว่าเป็นการยากที่จะให้เรื่องนี้เป็นมากกว่าเรื่องไฟไหม้ฟาง ซึ่งหลังจากไฟมอดลง ประชาชนและสื่อมวลชนก็จะหันไปสนใจข่าวอื่นแทน
สุดท้ายอาจมีคนผิดที่ถูกลงโทษ แต่ก็คงไม่กี่ราย และเป็นรายเล็กๆ ด้วยข้อหาเล็กน้อย ในขณะที่ตัวการจริงๆ ก็คงลอยนวล และลอยหน้าลอยตาในสังคมชั้นสูงต่อไป
หากเป็นไปได้ ก่อนที่จะเลิกสนใจข่าวนี้ ผมอยากให้เราช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้ตรงจุด ดังนี้
หนึ่ง ให้เปิดเผยรายชื่อคนที่มีชื่อ หรือเคยมีชื่อเป็นเจ้าของรถหรูที่ไม่ผ่านการเสียภาษีแบบรถใหม่เต็มจำนวนทุกราย โดยไม่มีข้อยกเว้น
ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นชื่อนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งคนที่ใกล้ชิดกับคนกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก
กฎหมายปัจจุบันอาจจะเอาผิดคนเหล่านี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรต้องตอบคำถามของสังคมว่า มีส่วนร่วมหรือได้ประโยชน์จากการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่
สอง ให้เปิดเผยและลงโทษเจ้าพนักงานที่เป็นผู้ลงนามอนุมัติทุกราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่ผมนึกออกก็มีกรมศุลกากรกับกรมสรรพสามิตที่อนุญาตให้นำเข้าและเสียภาษีเป็นอะไหล่ และกรมการขนส่งทางบกที่จดทะเบียนให้
ระดับเจ้าพนักงานที่ควรต้องรับผิดชอบโดยตรง คือ หัวหน้าสำนักงานในแต่ละพื้นที่ที่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น จะอ้างว่าเซ็นอนุมัติตามที่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเสนอ โดยไม่ทราบข้อเท็จจริงหรือไม่เฉลียวใจไม่ได้
ในกรณีที่มีหลักฐานเพียงพอ นอกจากลงโทษฐานแกล้งโง่แล้ว ควรถูกดำเนินคดีด้วยที่ทำให้รัฐเสียหายหรือรับสินบน จะได้เป็นแบบอย่างให้เจ้าพนักงานอื่นๆ ไม่กล้าทำความผิดที่โจ่งแจ้งแบบนี้อีก







