posttoday
เจาะฟองสบู่เศรษฐกิจจีนไม่แจ๋วก็เตรียมแจว

เจาะฟองสบู่เศรษฐกิจจีนไม่แจ๋วก็เตรียมแจว

27 มิถุนายน 2556

สัญญาณฟองสบู่เศรษฐกิจของจีนเริ่มก่อหวอดมานานหลายปี นับแต่รัฐบาลจีนได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศ

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

สัญญาณฟองสบู่เศรษฐกิจของจีนเริ่มก่อหวอดมานานหลายปี นับแต่รัฐบาลจีนได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศ

การเติบโตเศรษฐกิจเป็นเลข 2 หลักต่อเนื่อง มาจากการได้ดุลการค้าจากประเทศต่างๆ จนทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนมีมากที่สุดในโลก แต่เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วและแรงเกินไป ได้สร้างปัญหาให้กับจีนอย่างมากเช่นกัน

รัฐบาลจีนก็มองเห็นปัญหาและได้ใช้วิธีการเจาะฟองสบู่ ด้วยการออกมาตรการหลายๆ ด้านมาคุม อาทิ การควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ผ่านธนาคารพาณิชย์ แต่ในที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นภาวะ “ฟองสบู่แตก”

สถานการณ์เศรษฐกิจจีนแทบจะไม่ต่างจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมากเท่าไหร่ เพราะสถาบันการเงินของจีนในขณะนี้เริ่มอุดมไปด้วยหนี้เสีย และทำให้เกิดการขาดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจีนจะเอาอยู่

พิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการ สายธุรกิจจีน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ทั่วโลกกำลังจับตาดูว่า รัฐบาลจีนจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในเวลาอันรวดเร็วหรือไม่ ถ้าไม่สามารถแก้ไขสะสางหนี้เสียให้สถาบันการเงินกลับมามีความแข็งแกร่งเหมือนเดิมได้ภายในเวลา 36 เดือน จากนี้ไป ปัญหาฟองสบู่เศรษฐกิจจะลามเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจโลกเหมือนช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

พิพิธ กล่าวว่า ทั่วโลกยังให้ความมั่นใจในรัฐบาลจีนว่าจะแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วกว่าขั้นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่น เนื่องจากจีนเพิ่งเปิดประเทศไม่นาน การเปิดเสรีการเงินก็ไม่เต็มที่เหมือนทุนนิยมอื่น รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการโดยไม่ต้องมีปัญหาการเมืองเหมือนในประเทศอื่น

การออกมาแถลงข่าวร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงของวงการประกัน ธนาคารกลาง และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีนเมื่อสองวันก่อนนี้ เป็นการแสดงเอกภาพของการแก้ไขปัญหา ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกคลายความกังวล

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนชมเชยทางการจีนในการยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในเวลาที่เหมาะสม เพราะการคุมเข้มการให้สินเชื่อนั้น ทำมาเป็นระยะ

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เน้นการลงทุนไปที่โครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์มากนัก เหมือนเมื่อมี 2551 ที่เน้นการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค สนามบินที่ใหญ่โตเกินไป ซึ่งเป็นการเพิ่มหนี้ โดยควรจะให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปสู่การลงทุนที่ยั่งยืนมากกว่า

จื้อ เหว่ย จาง นักเศรษฐศาสตร์แห่งโนมูระ ระบุว่า ความตึงตัวด้านสภาพคล่องเป็นบททดสอบทางเศรษฐกิจที่แท้จริงบทแรกสำหรับผู้นำใหม่ของจีน อันพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมเอาชนะประเด็นปัญหาหนักๆ ทางเศรษฐกิจด้วยการลงมืออย่างจริงจัง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หากผู้นำใหม่รักษาแนวทางนี้ไปได้ เชื่อว่าจะเพิ่มความเสี่ยงขาลงสำหรับเศรษฐกิจปีนี้ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินในระบบ และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การที่นานาชาติให้เครดิตกับรัฐบาลจีนมากในเรื่องนี้ เพราะคลังสมองของจีนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจนั้น เป็นมือระดับมหากาฬและมีประสบการณ์สูงในการทำงานทั้งในภาครัฐและเอกชนมาก่อน

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาหนี้เสียของจีนนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะยอมรับภาระได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสามารถที่จะสั่งโอนหนี้เสียออกจากธนาคารพาณิชย์ และเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อให้กลายเป็นคลีนแบงก์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

“รัฐบาลจีนมีเงินมาก ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่น ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้” พิพิธ กล่าว

ในมุมมองของนานาชาติ เทความเห็นไปในทางเอาใจช่วยรัฐบาลจีน โดยเฉพาะอยากเห็นผู้นำใหม่ของจีนเต็มใจยอมรับความเจ็บปวดในระยะสั้น เพื่อแก้ไขหรือลดความเสี่ยงทางการเงินในระบบธนาคาร

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า เชื่อว่าธนาคารกลางจีนจะสามารถควบคุมปัญหาสภาพคล่องการเงินของธนาคารพาณิชย์ตึงตัวได้ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามของทางการจีนในการลดความร้อนแรงของสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อระบบธนาคารของจีนปรับตัวสูงมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยปัจจุบันมีสัดส่วนคิดเป็น 200% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้าคิดเป็นสัดส่วนเพียง 75% ของจีดีพี ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ

“เศรษฐกิจจีนที่โตสูงในช่วงที่ผ่านมา หลังวิกฤตซับไพรม์ ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของสินเชื่อระบบธนาคาร” เบญจรงค์ กล่าว

ฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวสูงจากสินเชื่อของระบบธนาคาร เมื่อเกิดปัญหาก็จะเกิดที่ธนาคารและระบบสถาบันการเงินก่อนเช่นกัน หากสามารถระงับความเสียหาย ไม่ทำให้ความเชื่อมั่นสั่นคลอน จะไม่เกิดปัญหาแห่ถอนเงินและระบบเครดิตล้มละลาย เมื่อนั้นเศรษฐกิจก็ยังคงไปได้

ดังนั้น จากนี้ไปทั่วโลกจะจับตาดูการเคลื่อนไหวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาหนี้เสียของรัฐบาลจีน เพราะจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา

จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า เศรษฐกิจจีนคิดเป็นสัดส่วน 12% ของการค้าโลก หากเศรษฐกิจจีนถดถอย จะทำให้เศรษฐกิจโลกตามไปด้วย เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ ปิโตรเคมี สินค้าเกษตร เหล็กและโลหะต่างๆ เป็นต้น

ดังนั้น หากเศรษฐกิจจีนแย่ จะทำให้ราคาสินค้าดังกล่าวตกต่ำลงทั้งโลกจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะมีแนวโน้มผงกหัวขึ้นได้ แต่หากจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญมีปัญหา ก็ไม่อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกสดใสไปได้

สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ไทยอาจมีการปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ หลังจากเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยชะลอตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอการเติบโตลง แต่การขยายตัวเศรษฐกิจของจีนก็ยังสูงกว่าหลายๆ ประเทศ ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่โดยรวมแล้วเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตได้ดี ซึ่งจะทำให้ตลาดมีเสถียรภาพ เมื่อปลายเดือนก่อนไอเอ็มเอฟปรับตัวคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้ลงสู่ระดับ 7.75% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 8% โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจของโลกและการส่งออกที่อ่อนแอ

ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์พบว่า ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกราว 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 11.7% ของการส่งออกทั้งหมด

ดังนั้น สิ่งที่นานาชาติเฝ้ามองการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจีนอย่างไม่กะพริบตา ไม่ใช่เรื่องที่เกร็งกันจนเกินไป หากจีนแก้ไขปัญหาช้าและไม่แจ๋วจริงอย่างที่คิด ก็เตรียมตัวแจวกันได้เลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท