posttoday
ไฟป่าอิเหนาคลุ้งอาเซียนวิกฤตนี้ยังก้าวไม่พ้นผลประโยชน์

ไฟป่าอิเหนาคลุ้งอาเซียนวิกฤตนี้ยังก้าวไม่พ้นผลประโยชน์

27 มิถุนายน 2556

กลายเป็นประเด็นร้อนระดับภูมิภาคไปแล้ว หลังจากที่รัฐบาลมาเลเซียเรียกร้องให้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นประเด็นร้อนระดับภูมิภาคไปแล้ว หลังจากที่รัฐบาลมาเลเซียเรียกร้องให้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือถึงมาตรการจัดการปัญหาหมอกควันมลพิษที่เกิดจากการลักลอบเผาป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ซึ่งล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย แล้วอย่างรุนแรง รวมไปถึงภาคใต้ของไทยด้วย

ขณะที่ผู้นำสิงคโปร์ก็สนับสนุนการหารือดังกล่าวอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางการอินโดนีเซียเร่งจัดการกับปัญหาดังกล่าวโดยเร็วเช่นกัน เนื่องจากปัญหาควันพิษได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศแล้ว จากการยกเลิกการจองที่พักและโปรแกรมทัวร์ของชาวต่างชาติ ซึ่งคาดว่าหากยังไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ก็อาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของแดนลอดช่องถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้หลายฝ่ายจะเริ่มหันมาแสดงความเอาจริงเอาจังกับการเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาควันพิษจากอินโดนีเซียที่เรื้อรังมานานกว่า 20 ปีนี้มากขึ้น และผู้นำแดนอิเหนาก็รับปากว่าจะเร่งจัดการกับเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว แต่ก็คาดว่าบทสรุปที่ออกมาจะไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างเด็ดขาด และปัญหานี้จะยังคงยืดเยื้อคาราคาซังอยู่ต่อไป

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ไฟป่าที่เกิดจากภัยธรรมชาติ หากแต่เป็นเพราะ “ความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาป่า เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย” เนื่องจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเข้าไปเกี่ยวข้องกับการลอบเผาป่าในแดนอิเหนานั้นไม่ใช่ชาวบ้านและชาวสวนธรรมดาทั่วไป แต่ล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตปาล์มน้ำมันยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีทั้งที่เป็นของ อินโดนีเซีย เอง และมาจาก มาเลเซีย และ สิงคโปร์ โดยแต่ละรายนั้นก็มีเส้นสายความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับรัฐบาลท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ ผ่านการเอื้อประโยชน์กันและกันแบบพวกพ้อง หรือ “ระบบอุปถัมภ์”

บริษัทผู้ผลิตน้ำมันปาล์มเหล่านี้ถือเป็นผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและทางการเงินต่อรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างสูง โดยปัจจุบันกลุ่มบริษัทผู้ผลิตปาล์มน้ำมันจากอินโดนีเซียและมาเลเซียนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตปาล์มรายใหญ่ที่สุดในโลก ครองส่วนแบ่งตลาดการผลิตน้ำมันปาล์มโลกถึง 86% ทำให้ในแต่ละปี ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางของอินโดนีเซียสามารถจัดเก็บภาษีจากบริษัทน้ำมันปาล์มเหล่านี้ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน จากการที่บริษัทเหล่านี้อยู่ในสถานะที่แทบจะผูกขาดทิศทางตลาดน้ำมันปาล์มของโลกไว้ในมือ

อิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างเหลือล้นเช่นนี้เอง ที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามและลงโทษผู้กระทำผิดกับผู้ดำเนินการเผาป่าเป็นไปอย่างอ่อนแอ และในแต่ละปีปัญหานี้ได้สร้างภาระหนักอกให้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเดือน มิ.ย.ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่จะเกิดการแผ้วถางป่าเพื่อทำการปลูกสวนปาล์มอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหล่าบริษัทปาล์มน้ำมันยักษ์ใหญ่จะพากันปฏิเสธกับความเกี่ยวข้องต่อปัญหาควันไฟที่เกิดขึ้นกันเสียงแข็ง แต่ข้อมูลของสถาบันทรัพยากรโลกระบุว่า พื้นที่ที่มีการเผาป่าล่าสุดเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการครอบครองของบริษัทไม้และบริษัทผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่จากสิงคโปร์และมาเลเซียทั้งสิ้น โดยมีจำนวนมากถึง 32 บริษัท เช่น วิลมาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, เอเชีย แปซิฟิก รีซอร์ส และซีม ดาร์บี้

ขณะที่ เฮเลนา วากคีย์ นักวิจัยด้านมลพิษจากมหาวิทยาลัยมลายาในมาเลเซีย เปิดเผยว่า 80% ของไฟป่าที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียล้วนเป็นฝีมือของบริษัทผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน ทั้งจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ขณะเดียวกันการใช้วิธีเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันก็ถือเป็นวิธีการลงทุนที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีการแผ้วถางด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การใช้เครื่องจักร

ทั้งนี้ แม้ว่าล่าสุดนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย จะเตรียมนำปัญหามลพิษที่เกิดจากควันไฟป่าในอินโดนีเซียขึ้นมาหารือกัน ในระดับที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนในเร็วๆ นี้ แต่ก็คาดว่าด้วยกลไกการหามติที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายอย่างเป็นเอกฉันท์ในการสร้างความตกลงในเรื่องต่างๆ ของเวทีอาเซียนนั้น จะทำให้การผลักดันการแก้ไขปัญหาต้องล้มพับลงอย่างไม่เป็นท่า และแม้ว่าจะมีมติออกมาก็คาดว่าจะเป็นเพียงหลักการกว้างๆ ที่ไร้ซึ่งผลบังคับอย่างจริงจัง

ดังเห็นได้จากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาของอาเซียน ที่ประสบพบเจอกับความล้มเหลวในการร่วมกันแก้ปัญหาไฟป่าและมลพิษที่มาจากอินโดนีเซียมาแล้ว โดยรัฐบาลแดนอิเหนาได้หลีกเลี่ยงการลงนามในข้อตกลงการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนมาแล้วในปี 2545 อีกทั้งข้อตกลงที่มีขึ้นมาในครั้งนั้นก็ยังถูกวิจารณ์อีกด้วยว่าไร้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้ทางกฎหมาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งจะเกิดวิกฤตเหตุควันไฟอย่างร้ายแรงในภูมิภาค จนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐมาได้ไม่นาน

สาเหตุที่ทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ได้ ก็เพราะว่าผลประโยชน์ของแต่ละประเทศนั้นมีจุดยืนแตกต่างกันมากเกินไป ในขณะที่ประเทศต่างๆ ต้องการให้อินโดนีเซียลงนามเพื่อป้องกันปัญหาควันพิษในระยะยาวกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่แต่ละปีต้องตกเป็นเหยื่อจากปัญหามลพิษดังกล่าวอย่างหนัก แต่ในฟากของอินโดนีเซียนั้นก็ไม่ค่อยเต็มใจลงนามในข้อตกลงดังกล่าวนัก เนื่องจากเกรงว่ามาตรการที่เข้มงวดจะมากระทบกับการลงทุนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ถึงกับประกาศลั่นไม่คาดหวังว่ารัฐบาลอิเหนาจะลงนามในข้อตกลงการป้องกันปัญหาควันไฟ อีกทั้งในมุมมองของอินโดนีเซียนั้นก็มองอีกว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักหากลงนามแล้ว

นอกจากปัญหามลพิษทางอากาศที่กำลังสั่นคลอนความสัมพันธ์ของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นี้แล้ว ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้านที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยก็คือ การสร้างเขื่อนพลังน้ำไซยะบุรีของลาว ทั้งๆ ที่ได้รับเสียงคัดค้านจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและเวียดนามอย่างหนัก เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของผู้คนในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการทำประมงในลำน้ำดังกล่าว

แม้ว่าล่าสุดทางการลาวจะพยายามออกมาพิสูจน์และชี้แจงต่อประเทศเพื่อนบ้านว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากอย่างที่วิตกกัน อีกทั้งยังได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว เช่นระบบที่ทำให้ปลาสามารถว่ายน้ำผ่านเขื่อนไปได้ แต่หลายฝ่ายก็ยังคงกังวลว่าผลการศึกษาดังกล่าวนั้นอาจไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดมากพอ โดยเฉพาะการขาดองค์ความรู้ต่อความหลากหลายทางชีวภาพของปลาในท้องถิ่นกับระบบที่ทำให้ปลาว่ายน้ำผ่านไปได้นั้นจะใช้ได้ผลจริงหรือไม่

ดังนั้น นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญอีกอย่างที่รัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนจะต้องเร่งทำความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันให้ลงตัว เพราะมิเช่นนั้นปัญหานี้ก็อาจลุกลามและเป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจระหว่างกันได้ ซึ่งนั่นจะเป็นการสั่นคลอนความเป็นปึกแผ่นของอาเซียนเอง ทั้งๆ ที่กำลังจะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมที่ทุกฝ่ายจะมีผลประโยชน์ร่วมกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท