
พิษจำนำข้าวกับความรับผิดชอบของรัฐบาล
ผมไม่แน่ใจนักว่ากระแสข่าวตลอดระยะเวลาเกือบปีในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล มีความรู้สึกว่าคนไทยจะเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารต่อเรื่องนี้ได้น้อยมาก แม้ผมเองก็พยายามทำความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ จนกระทั่งมีข้อมูลทั้งทางสื่อสารมวลชนและข้อมูลในวงวิชาการ รวมทั้งผู้รู้ที่ออกมาบอกกล่าวอธิบายถึงความเป็นมาเป็นไปของโครงการรับจำนำข้าว จนกระทั่งพอปะติดปะต่อได้ว่า โครงการรับจำนำข้าวมีส่วนทำให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลถูกมองว่าย่ำแย่ และเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาว่าใครได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งชาวนาจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้หรือไม่เพียงใด
ผมไม่แน่ใจนักว่ากระแสข่าวตลอดระยะเวลาเกือบปีในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล มีความรู้สึกว่าคนไทยจะเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารต่อเรื่องนี้ได้น้อยมาก แม้ผมเองก็พยายามทำความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่ จนกระทั่งมีข้อมูลทั้งทางสื่อสารมวลชนและข้อมูลในวงวิชาการ รวมทั้งผู้รู้ที่ออกมาบอกกล่าวอธิบายถึงความเป็นมาเป็นไปของโครงการรับจำนำข้าว จนกระทั่งพอปะติดปะต่อได้ว่า โครงการรับจำนำข้าวมีส่วนทำให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลถูกมองว่าย่ำแย่ และเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาว่าใครได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งชาวนาจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้หรือไม่เพียงใด
แต่เมื่อได้อ่านผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยเอแบคโพลของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ใน 17 จังหวัด จำนวน 1,432 คน เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว พบว่า ประชาชนที่ให้ความคิดเห็น 81.20% ก็ได้เห็นต่อโครงการนี้ไปในทำนองว่ามีปัญหาทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และมีพียง 18.80% ที่คิดว่าไม่มีปัญหาและเมื่อถามถึงความเหมาะสมของการลดราคาจำนำข้าวจากตันละ 15,000 บาท เหลือตันละ 12,000 บาทนั้น พบว่า 65.10% เห็นว่าไม่เหมาะสม ขณะที่ 34.90% เห็นว่าเหมาะสมแล้ว รวมทั้งยังพบว่า 63.50% รู้สึกผิดหวังกับรัฐบาลที่ไม่ทำตามสัญญาที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนกับกรณีการจำนำราคาข้าว และมีเพียง 36.50% ที่ระบุว่าไม่รู้สึกอะไรเลย
ผมเข้าใจว่าปัญหาในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเกือบปีแล้ว นับตั้งแต่การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร การสัมมนาทางวิชาการ การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ซึ่งได้เปิดประเด็นในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว การระบายข้าวที่ไม่โปร่งใส และรัฐบาลไม่เปิดเผยตัวเลขการระบายข้าวในสต๊อกเพื่อก่อให้เกิดความชัดเจน ตลอดจนข้อสงสัยว่าโครงการนี้เกษตรกรที่เป็นชาวนาจะได้รับประโยชน์จากโครงการคุ้มค่าหรือไม่ หรือเม็ดเงินส่วนใหญ่จะไปตกอยู่ที่ใครจากการที่รัฐบาลได้ทุ่มเงินลงทุนรับจำนำข้าวไปถึง 5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานโครงการมีเสียงเตือนจากทั้งนักวิชาและกระทรวงการคลังมาตลอดเวลาว่าโครงการรับจำนำข้าวอาจจะประสบปัญหาวิกฤตและใช้เงินจำนวนมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อรับจำนำข้าว ขณะเดียวกันข้าวที่รับจำนำเข้ามาก็อาจจะมีปัญหาหลายประการ เช่น การเน่าเสีย การระบายข้าวและอาจจะขายไม่ออก หรือที่ขายได้ก็อาจจะขาดทุนจนกลายเป็นดินพอกหางหมู อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่ปรากฏพบว่ามีการใช้เงินรับจำนำข้าวไปแล้วถึง 6.2 แสนล้านบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ที่ 5 แสนล้านบาท เพราะรัฐบาลไม่สามารถระบายข้าวได้ทันเพื่อนำเงินมาหมุนรับจำนำข้าวรอบใหม่
แม้ว่าส่วนหนึ่งรัฐบาลจะออกมายอมรับและแก้ต่างว่า ผลการขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวจะมีจำนวนเพียง 1.3 แสนล้านบาท แต่ก็เป็นการตัดตอนการขาดทุนแค่ 2 ฤดูกาลผลิตแรกเท่านั้น และข้อที่น่าสังเกตก็คือการคิดราคาขาดทุนบางส่วนก็อาจจะมีการหมกเม็ดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ยังไม่ได้คิดให้ครบอีกหลายประการ ทั้งต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้และค่าบริหารจัดการข้าวที่ยังขายไม่ออก อีกทั้งยังมีข้าวที่เหลือต้องรับจำนำอีกไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งหากคิดราคาจำนำยังต้องใช้เงินมากถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลอยู่ในภาวะลำบากในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานะทางการเงิน เพราะไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกแล้วในปีงบประมาณ 2556 เพราะเต็มเพดานเงินกู้ตามที่กฎหมายกำหนด
การที่รัฐบาลยอมเสียแต้มในทางการเมืองโดยหักดิบกับชาวนาในการลดราคาจำนำข้าวเหลือตันละ 12,000 บาท ถือเป็นทางออกในการระบายข้าว และจะทำให้รับจำนำข้าวใหม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จะทำให้เกษตรกรเสียผลประโยชน์ แต่มีข้อสังเกตว่าสิ่งที่น่าจะเป็นปัญหานั่นก็คือ รัฐบาลจะหาเงินมารับจำนำข้าวจากที่ไหน ในเมื่อการกู้เงินมีข้อจำกัด ทั้งสัดส่วนหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นสูงเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง นอกจากนี้ปัญหาฐานะทางการเงินของประเทศยังถูกจับตามองจากสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก อย่าง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่จ้องจะลดเครดิตไทย เพราะมองว่าโครงการรับจำนำข้าวสร้างภาวการณ์คลังก้อนโต จนรัฐบาลมีปัญหาการจัดงบประมาณสมดุลไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
ผมเข้าใจว่า เกษตรกรที่ต้องขายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวในราคาตันละ 12,000 บาท จะทำให้เกษตรกรขาดรายได้ที่ถูกทอนไปถึงตันละ 3,000 บาท ซึ่งในความเป็นจริงเกษตรกรอาจถูกพ่อค้าคนกลางให้จำนำข้าวที่ต่ำกว่าตันละ 12,000 บาทอีกก็ได้ ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกษตรกรออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันรัฐบาล ซึ่งก็จะทำให้เป็นปัญหาทางการเมืองต่อไป
มีหลายฝ่ายได้เสนอทางออกให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบกับความผิดพลาดในเชิงนโยบายและนำส่วนที่เป็นข้อบกพร่องไปปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่เป็นช่องโหว่ทั้งหลาย และส่วนหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกรับจำนำข้าวไปโดยปริยาย สำหรับส่วนที่รัฐบาลต้องนำกลับมาทบทวนในส่วนที่ผิดพลาดในการกำหนดนโยบาย นั่นก็คือ รัฐบาลต้องมีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ เช่น กระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่การขึ้นทะเบียนข้าวของเกษตรกร การส่งมอบข้าว และการระบายข้าวในสต๊อก รวมถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากในการบริหารจัดการ แต่ไร้ประสิทธิภาพ เกิดช่องว่างให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ
การที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์และข้อโต้แย้งจากนักวิชาการ ผู้รู้ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ทั้งในลักษณะการถ่ายทอดทางสื่อ รวมทั้งเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้านต่อรัฐบาล ย่อมจะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปเกิดความรู้ความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ซึ่งจะก่อให้เกิดการตื่นตัวและผลักดันให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เพราะนี่เป็นสังคมของความเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเฝ้าติดตามดูนโยบายรัฐบาลและเป็นสิทธิที่จะเรียกร้องให้รับผิดชอบ







