
สร้างสมดุลใหม่
เศรษฐกิจจีนกำลังเชื่องช้าอยู่ในขณะนี้อย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าจีนได้รับผลกระทบจากภาวะเซื่องซึมในตลาดยุโรป และอเมริกา อันเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของพญามังกร
เศรษฐกิจจีนกำลังเชื่องช้าอยู่ในขณะนี้อย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าจีนได้รับผลกระทบจากภาวะเซื่องซึมในตลาดยุโรป และอเมริกา อันเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของพญามังกร
น่าสนใจตรงที่จีนภายใต้การบัญชาการของผู้นำคนใหม่อย่าง สีจิ้นผิง กลับเลี่ยงใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ออกมา แต่กลับฉวยโอกาสเพื่อใช้เวลาในระยะนี้ปรับเปลี่ยนรูปแบบทางเศรษฐกิจของจีน หันมาพึ่งพาการบริโภคภายในมากขึ้นจากแต่เดิมพึ่งพาแต่การส่งออก
จีนให้เหตุผลว่า ชะลอตัวในวันนี้เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในวันหน้า ถือว่าเป็นทัศนคติกับทฤษฎีทุนนิยมแบบฝรั่งแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ที่ตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐยังคงใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน นายเบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะบอกว่าอาจจะลด และเลิกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ลงในกลางปีหน้า ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น
แต่นั่นอยู่ในเงื่อนไขว่า “ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ” แต่ถ้าหากไม่ดีขึ้นแล้ว สหรัฐก็ยังจะคงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
หมายความว่า การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงเป็นวิธีที่สหรัฐต้องใช้ต่อไป ถ้าหากเศรษฐกิจภาคจริงไม่ดีขึ้น สหรัฐยังจะใช้ต่อแม้ว่าที่ผ่านมาจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มาตรการเหล่านั้นจะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาคจริง โดยเฉพาะตลาดแรงงานเสียเท่าไหร่
ปลายปี 2008 เฟดอัดเงินคิวอีลงมา 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ปลายปี 2010 อัดลงมาอีก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และตั้งแต่ปลายปีที่แล้วก็ใช้คิวอี 3 มาเรื่อยๆ เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ดูเหมือนว่าเงินเหล่านี้จะทำให้ตลาดทุนกลายเป็นฟองสบู่มากขึ้นเท่านั้นเอง ที่ในขณะนี้ฟองสบู่ในตลาดทุนกำลังแตกโพละติดต่อกันมาหลายวันแล้วเพราะกลัวว่าเฟดจะลดคิวอี
นี่แหละครับ แนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐแตกต่างกับจีนโดยสิ้นเชิง ของสหรัฐเห็นกันชัดๆ แล้วว่าไม่ได้ผล
ส่วนของจีน ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อย เพราะเขาบอกว่าให้ดูกันนานๆ ว่าการเก็บตัวเงียบไม่เทเงินออกมากระตุ้นของจีนนั้นจะได้ผลเป็นเช่นไรกัน







