posttoday
คนกรุงผวา 'สีลม-สาทร' วินาศสันตะโร

คนกรุงผวา 'สีลม-สาทร' วินาศสันตะโร

19 เมษายน 2553

8...อาทิตย์ เคนมี

แผนปฏิบัติการป่วนกรุงรายวันของแกนนำเสื้อแดงที่คิดค้นขึ้นมาแต่ละอย่าง ล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับผู้คนที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะการอพยพของผู้ชุมนุมจากราชดำเนินไปปักหลักที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดเส้นชีพจรการเดินทางใจกลางกรุงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนไปข้างหน้าได้

ล่าสุดมีความพยายามสร้างความปั่นป่วนอีกครั้ง โดยแกนนำ นปช. บางรายขู่ว่าจะยกขบวนไปปิดถนนสีลมทั้งเส้น ตั้งแต่แยกเจริญกรุงถึงศาลาแดง โดยพุ่งเป้าปิดล้อมธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ หวังแทงทะลุหัวใจอำมาตย์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้บรรดาเจ้าสัวนายทุนทั้งหลายขวัญผวาไปตามๆ กัน ยังกระทบถึงคนส่วนรวมโดยถ้วนหน้า

ยิ่งเวลานี้กลุ่มเสื้อลายดอกหลากสีได้ยกโขยงกลับเข้ากรุงหลังเล่นสาดน้ำกันจนหนำใจแล้ว ยิ่งทำให้ปริมาณรถยนต์ในมหานครแห่งนี้แออัดคับคั่งยิ่งขึ้น

จากข้อมูลของสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำการสำรวจเส้นทางการจราจรกลางเมืองหลวง 10 เส้นทาง พบว่าย่านที่มีอาการสาหัสที่สุดอันดับหนึ่งคือ “ถนนสาทร” จากแยกวิทยุถึงแยกสาทรเจริญกรุง โดยยานพาหนะที่เคลื่อนผ่านถนนเส้นนี้ในชั่วโมงเร่งด่วนจะสามารถทำความเร็วได้เพียง 9.81 กม.ต่อชั่วโมง เท่านั้น

อันดับรองลงมาคือ “ถนนสีลม” จากแยกศาลาแดงถึงแยกบางรัก มีอัตราความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางเพียง 10.36 กม.ต่อชั่วโมง และยังมีแนวโน้มว่าจะช้าลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีปริมาณรถยนต์และจำนวนประชากรที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองเพิ่มมากขึ้น

สำนักการจราจรและขนส่งวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาว่า การที่ กทม. เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทุกประเภท ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การจ้างงาน การศึกษา การท่องเที่ยว ตลอดจนการเมืองการปกครอง ซึ่งทุกกิจกรรมกระจุกตัวอย่างหนาแน่น ทำให้มหานครแห่งนี้ต้องแบกรับผู้คนจำนวนมหาศาล ทว่าโครงข่ายการคมนาคมกลับมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้

เมื่อเปรียบเทียบกับมหานครชั้นนำของโลกที่มีการจัดวางผังเมืองอย่างดี จะพบว่าสัดส่วนของพื้นผิวถนนใน กทม. ต่อเนื้อที่ทั้งหมดถือว่าต่ำมาก สาเหตุเพราะ กทม. เติบโตขึ้นอย่างกระจัดกระจาย ไร้ระเบียบ

สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล และสำนักการโยธา กทม. พบว่า พื้นที่ผิวการจราจรใน กทม. มีอยู่แค่ 5% ของเนื้อที่ทั้งหมด ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างกรุงโตเกียว มีพื้นผิวจราจร 23% ส่วนมหานครนิวยอร์ก มีพื้นผิวจราจรมากถึง 38% สะท้อนให้เห็นว่า การคมนาคมในเมืองกรุงของเรากำลังถอยหลังเข้าสู่หายนะ

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. เผยสถิติด้านการจราจรที่น่าตกใจว่า ใน พ.ศ.ปัจจุบันความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์บนท้องถนนของ กทม. ต่ำสุดอยู่ที่ 8 กม.ต่อชั่วโมง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ และยังแก้ปัญหาแบบวันต่อวันโดยที่ไม่มีการวางแผนระยะยาวล่วงหน้าก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ความเร็วเฉลี่ยของรถยนต์จะลดลงเหลือ 4 กม.ต่อชั่วโมง เท่านั้น หรือพูดง่ายๆ ว่า ช้ากว่าเดินด้วยเท้า!

ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศยุทธศาสตร์ “กรุงเทพฯ ก้าวหน้า” เพื่อแก้วิกฤตจราจรเป็นวาระเร่งด่วน โดยพบว่าแต่ละเดือนจะมีการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในเขต กทม. กว่า 5.2 หมื่นคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายใน 10 ปี ขณะที่พื้นผิวการจราจรยังคงมีอยู่เท่าเดิม ดังนั้นแนวคิดของ กทม. คือต้องสร้างแรงจูงใจให้คนจอดรถไว้ที่บ้านและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น

ทุกวันนี้สัดส่วนการใช้รถยนต์ส่วนตัวกับระบบขนส่งสาธารณะอยู่ที่ 60 ต่อ 40% เพราะส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่มีทางเลือกเลือกอื่นที่ดีกว่า

นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ กทม. ยังไม่สามารถพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางเลือกให้มีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่และเป็นที่พึ่งพาของคนเมืองได้ เป้าหมายในการก้าวไปเป็นมหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืนตามที่ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ หยอดคำหวานไว้นั้น ก็อาจเป็นแค่ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท