posttoday
แนวรับอยู่ไหน

แนวรับอยู่ไหน

25 มิถุนายน 2556

พักนี้ ผมถูกคนถามเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่องมากที่สุดว่าหุ้นจะตกลงไปอีกนานเท่าไร แนวรับอยู่ที่กี่จุด ถ้าตกลงไปต่ำกว่าแนวรับ แนวรับใหม่อยู่ที่กี่จุด ถ้าตกลงไปไม่ถึงแนวรับ มีโอกาสดีดกลับขึ้นไปกี่จุด แนวต้านใหม่อยู่ที่เท่าไร กลยุทธ์ในการลงทุนใหม่ควรซื้อหุ้นอะไร ให้น้ำหนักเท่าไหร่

พักนี้ ผมถูกคนถามเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่องมากที่สุดว่าหุ้นจะตกลงไปอีกนานเท่าไร แนวรับอยู่ที่กี่จุด ถ้าตกลงไปต่ำกว่าแนวรับ แนวรับใหม่อยู่ที่กี่จุด ถ้าตกลงไปไม่ถึงแนวรับ มีโอกาสดีดกลับขึ้นไปกี่จุด แนวต้านใหม่อยู่ที่เท่าไร กลยุทธ์ในการลงทุนใหม่ควรซื้อหุ้นอะไร ให้น้ำหนักเท่าไหร่

พูดจริงๆ ครับ ถึงจะสงสารคนถาม แต่ผมฟังแล้วสนุกดี หนึ่ง เพราะผมไม่เล่นหุ้น นอกจากจะซื้อหน่วยลงทุนเพื่อเกษียณอายุ ทั้งๆ ที่เกษียณมาหลายปีแล้ว กับกองทุนเล่นหุ้นเพื่อหักภาษีที่รัฐบาลอุตส่าห์ยอมให้เอาเงินลงทุนไปหักภาษีเงินได้ตามโควตาทุกปี ตามที่ผู้จัดการผลประโยชน์ข้างตัวจัดการให้ กับสอง เพราะชอบอ่านหนังสือหรือดูหนังสงคราม ฟังคำถามแล้วเหมือนดูหนังรถถังประจัญบาน หรือหนังสือแมคอาเธอร์ ถอยจากฟิลิปปินส์ไปตั้งรับญี่ปุ่นที่ออสเตรเลียอย่างไรอย่างนั้น

ความจริงคนที่อยากถามคำถามประเภทนี้ ควรไปถามบรรดานักวิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือเหล่ากูรูทั้งหลายที่เคยทำนายว่า อย่างไรเสียดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปีนี้จะมีจุดสูงสุดเฉลี่ยถึง 1,704 จุด และนักลงทุนต่างชาติจะเข้าซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องมากกว่า เพราะเพิ่งทำนายกัน ถ้าจำไม่ผิดประมาณเดือนเมษายนที่เพิ่งผ่านมา ว่าทำไมผลที่ออกมาจริงถึงตรงข้ามกับคำทำนายราวฟ้ากับดินอย่างนั้น

ถ้าจะตอบอย่างไว้เชิงว่า เป็นผู้รู้ คงตอบได้ว่าหุ้นจะตกต่อไปตราบเท่าที่ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อไร คุณเบน เบอร์แนนคี หรือที่บางคนเรียกว่า บิ๊กเบน จะพิมพ์เงินใส่ระบบการเงินเดือนละ 85,000 ล้านเหรียญต่อไปหรือไม่ เพราะตราบใดที่ยังคลุมเครือ ไม่ทราบว่าคุณบิ๊กเบนจะเอาไงแน่ ก็จะเกิดความไม่แน่นอน ทำให้การไหลเข้าไหลออกของเงินทุนที่ความผันผวนสูง และถ้ามีการไหลออกจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศที่โตขึ้นมาจากเงินที่ไหลเข้า ทั้งๆ ที่ผลผลิตในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่เพิ่มขึ้นต้องหดตัวลง ทำให้ตลาดหุ้นตก เงินท้องถิ่นตกเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และนอกจากนักลงทุนจะน้ำตาตกแล้ว อาจทำให้รัฐบาลบางประเทศตกตามดัชนีตลาดหุ้นไปด้วย

แค่นี้ก็ดูทรงภูมิดีแล้วระดับหนึ่งสำหรับคนที่ถูกถาม ทั้งๆ ที่คนถามรู้คำตอบแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแค่อยากตอกย้ำความเชื่อกับคนอื่น และคำตอบลักษณะนี้ไม่ได้ให้คำตอบอะไรเลย ปัญหาที่ควรถาม คือ

1)บิ๊กเบนจะเลิกหรือไม่เลิก QE ตามเวลาที่แถลงไว้คือประมาณกลางปีหน้า

2) ถ้าลดแล้วเงินจะไหลออกจากประเทศนี้เท่าไร จะกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศอย่างไร

3) อัตราดอกเบี้ยถ้าเลิก QE จะขยับขึ้นเท่าไร ถ้าไม่ลดจะทรงอยู่เท่าเดิมหรือลดลง

4) สถาบันการเงินจะชะลอการปล่อยสินเชื่อ เพราะกลัวจะเกิดหนี้เสียหรือไม่

5) เศรษฐกิจของประเทศถ้ายกเลิก QE จะโตขึ้นเท่าไร และจะกระทบถึงฐานะหนี้สาธารณะของประเทศอย่างไร ถ้าเศรษฐกิจไทยโตขึ้นไม่ถึง 4.9% อย่างที่ทำนายไว้

6) ผู้คนจะเอาเงินที่ไหนมาจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน ถ้ามีภาระหนี้ท่วมและขาดทุนหุ้น ขาดทุนทอง ฯลฯ ที่ลงทุนไว้ช่วงรุ่งโรจน์เพราะ QE

และท้ายสุด คุณทักษิณจะกลับบ้านได้หรือไม่ได้ ถ้ากลับได้การเมืองจะเป็นอย่างไร กลับไม่ได้จะเป็นอย่างไร เพราะทั้งหมดนี้จะกระทบถึงตลาดหุ้นทั้งสิ้น

ดีที่ผมไม่ถูกถามแบบนี้ เพราะไม่ทราบคำตอบเหมือนกัน แล้วก็ยังไม่เห็นมีรัฐมนตรีหรือหน่วยงานไหนประเมินสถานการณ์ กรณีถ้าคุณบิ๊กเบนยกเลิก QE อะไรจะเกิดขึ้น และปัญหาสืบเนื่องต่างๆ ที่ตามมาให้ชัดเจน แค่รัฐมนตรีบางคนออกมาบอกว่าได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ทุกอย่างไว้แล้ว โดยไม่บอกว่าจะทำอะไร จะได้ทำให้คุณเม่าทั้งหลายตัดสินใจถูกว่าแนวรับควรอยู่ที่ไหน แนวต้านอยู่ที่ไหน ควรถือเงินสดหรือไม่ ตรงนี้ “นักลงทุน” รายหนึ่งถามผมว่า ถ้าถือเงินสดแทนหุ้นอย่างที่ “โบรก” แนะนำ จะเก็บเงินสดไว้ที่ไหน กลัวโดนปล้น! ฟังแล้วละเหี่ยใจจริงๆ เรื่องนี้รับรองว่าไม่ใช่เป็นเรื่องโจ๊กนะครับ ถูกถามอย่างนี้จริงๆ สำหรับคุณภาพของนักลงทุนหรือคุณเม่าที่ถูกล่อเข้าไปเล่นไฟ

เอาอย่างนี้ดีไหมครับว่า อย่าว่าแต่ประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยเลย ขนาดประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งหมาดๆ อย่างจีน ตอนนี้ยังเหนื่อย เพราะ QE อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารสูงสุดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างวันสูงถึง 10.1% จนธนาคารกลางต้องแทรกแซง ทำให้ลดลงมาปิดที่ 56% และตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอาจโตไม่ถึง 7.5% ซึ่งเป็นอัตราการเจริญเติบโตที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายไว้

ส่วนอีกมหาอำนาจหนึ่งในเอเชีย คือ อินเดีย ก็อยู่ในฐานะลูกผีลูกคนไม่ต่างไปจากจีน คือ อัตราการเจริญเติบโตของปีงบประมาณ 20122013 เติบโตขึ้นเพียง 5% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งโตขึ้นเฉลี่ยถึง 9%

ใครก็ตามที่ชอบออกมาพูดว่า ถ้าเศรษฐกิจอเมริกันไม่ดี ยุโรปไม่ดี ไม่เป็นไร ค้าขายกับจีนก็ได้ อินเดียก็ดี คงต้องทบทวนความเห็นใหม่แล้วมั้งครับ

ส่วนคนที่บอกว่า เดี๋ยวนี้ไทยค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนมากกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ตอนนี้ประเทศที่รุ่งเรืองราคาทรัพย์สินเพิ่มแบบก้าวกระโดด เพราะฤทธิ์เงิน QE อย่างอินโดนีเซียก็กำลังตกอยู่ในที่นั่งเสือลำบากเหมือนกัน เพราะลงไปดูลึกๆ นอกจากเศรษฐกิจจะโตขึ้นแบบฟองสบู่เพราะเงิน QE แล้ว ภาคการส่งออกยังโตขึ้นเพราะส่งสินค้าไปขายในอเมริกาหรือยุโรปเหมือนๆ กัน ถ้าเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปไม่ดีจะส่งไปขายใครครับ ใครที่ไปอเมริกาหยิบสินค้าอะไรขึ้นมาจะเห็นป้ายเล็กๆ ซ่อนอยู่ว่า “ทำในประเทศจีน” เกือบทุกชิ้นไป ส่วนเสื้อผ้าถ้าไม่ทำในอินเดียก็ทำในบังกลาเทศ ถ้าอเมริกาไม่ซื้อ ยุโรปไม่ซื้อ จะผลิตไปขายอาบังที่ไหนครับ เพราะแกใส่เสื้อบ้าง ไม่ใส่เสื้อบ้าง ประเทศเขตหนาวเท่านั้นถึงจะต้องเปลี่ยนเสื้อใส่เสื้อตามฤดูกาล และจะไม่ใส่เสื้อยืดเก่าจนคอเหยินเหมือนคนไทยอย่างผม ทำให้ต้องซื้อเสื้อใหม่ทุกปี ถ้าอเมริกันย้ายฐานการผลิตกลับประเทศเพราะค่าแรงงานประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียสูงขึ้น บวกกับค่าขนส่งสินค้าไม่สูงกว่าผลิตเองในประเทศ ความต้องการสินค้านำเข้าจากประเทศในเอเชียที่ว่าเป็นกลุ่มประเทศดาวรุ่งปัจจุบันจะลดลงอย่างน่าใจหาย เศรษฐกิจที่เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอาเซียนอาจชะลอตัวลงตามเงินทุนที่ไหลออก เพราะอเมริกันยกเลิกมาตรการ QE

ตรงนี้ครับที่น่ากลัว เพราะข่าวดีที่ควรจะเป็นข่าวดี เช่น เมื่อเศรษฐกิจอเมริกันดีขึ้น กลับกลายเป็นข่าวร้าย ทั้งที่ในอดีตเมื่อเศรษฐกิจอเมริกันดี คนอเมริกันจะก่อหนี้ ซื้อสินค้านำเข้าราคาถูกโดยรัฐบาลส่งเสริมเพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อในอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกทุกประเทศในเอเชียเจริญรุ่งเรืองขึ้น ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เงินแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่เดี๋ยวนี้พออเมริกาประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น อัตราการจ้างงาน อัตราการเจริญเติบโต อัตราการซื้อบ้าน ดีขึ้นเมื่อไร คนทั้งโลกหวาดผวาตลาดหุ้นตกระเนระนาด เงินบาด (ไม่ใช่ครับขอโทษ) เงินท้องถิ่นอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วคุมไม่ได้ จนมีกูรูบางคนแนะนำให้ธนาคารกลางของประเทศหันมาใช้ระบบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) แทนเป้าหมายควบคุมอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ซึ่งฟังดูดีแทน ทำให้อาจมีประเด็นถกเถียงกันต่อไป หลังจากที่ประเด็นลดหรือไม่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่งจบไป เพราะอัตราแลกเปลี่ยนลดลงเพราะ QE ไม่เห็นมีใครออกมาขอโทษผู้ว่าการธนาคารชาติที่ถูกประณามเสียๆ หายๆ ว่าไม่ลดดอกเบี้ยทำให้เงินบาทแข็ง แต่ตอนนี้เงินตราของประเทศที่เคยลดดอกเบี้ยมากกว่าประเทศไทยที่เคยยกมาอ้าง กลับลดลงมากกว่าเงินบาทที่เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยไปเพียง 0.25% เท่านั้น

ภาวะอย่างนี้ ผมว่าป่วยการที่จะทำนายเมื่อไรตลาดหุ้นจะดีขึ้น เพราะไม่มีใครรู้แน่ๆ ว่าคุณบิ๊กเบนจะเอาอย่างไรต่อไป ถ้าเศรษฐกิจอเมริกันไม่ดี ถึงจะไม่ยกเลิก QE แต่การส่งออกก็จะไม่มีทางขยายตัว แต่ถ้าเศรษฐกิจอเมริกันดีก็จะยกเลิก QE ทำให้เศรษฐกิจประเทศอื่นปั่นป่วนอีก

ใครมาถามว่าแนวรับอยู่ที่ไหน ผมจะบอกว่าอยู่ที่เศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้นแหละครับ รับรองไม่ผิด อย่าไปสู้กับนักมวยรุ่นอภิมหาเฮฟวี่เวตอย่างอเมริกาเลย เชื่อผมเถิด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท