
รธน.แก้ปัญหาของชาติได้จริงหรือ
เมื่อปี 2537 ผมได้รับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) คพป.ได้เสนอให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพื่อปฏิรูปการเมือง ผมถูกวิจารณ์จากนักลัทธิประชาธิปไตยลูกศิษย์อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ว่าเป็นพวก “รัฐธรรมนูญนิยม” ว่ารัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตยไม่ได้หรอก การณ์ต่อมาพิสูจน์ว่าที่เขาวิจารณ์เป็นความจริงอยู่ไม่น้อย เรามีรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับแล้วก็ยังปริ่มๆ จะฆ่ากันตายอีก
เมื่อปี 2537 ผมได้รับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) คพป.ได้เสนอให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพื่อปฏิรูปการเมือง ผมถูกวิจารณ์จากนักลัทธิประชาธิปไตยลูกศิษย์อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ว่าเป็นพวก “รัฐธรรมนูญนิยม” ว่ารัฐธรรมนูญระบอบประชาธิปไตยไม่ได้หรอก การณ์ต่อมาพิสูจน์ว่าที่เขาวิจารณ์เป็นความจริงอยู่ไม่น้อย เรามีรัฐธรรมนูญมา 18 ฉบับแล้วก็ยังปริ่มๆ จะฆ่ากันตายอีก
ผมอยากฝากความเห็นเกี่ยวกับทิศทางอนาคตประเทศไทยไว้ 6 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.พยายามป้องกันสงครามกลางเมือง เรื่องนี้ผมได้พูดมามากแล้ว โดยยกตัวอย่างสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกาที่มีคนตายถึง 6.5 แสนคน ในอินโดนีเซีย 5 แสนคน ในศรีลังกาหลายหมื่นคน ในรวันดา 8 แสนคน จึงจะไม่พูดอีกในที่นี้ จะป้องกันได้หรือไม่ได้ก็ควรทำใน 5 ข้อต่อไปดังข้างล่างนี้
2.สร้างประชาธิปไตยอัตถประโยชน์ เผด็จการทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เผด็จการทหาร เผด็จการคอมมิวนิสต์ เผด็จการรัฐสภา ไม่ใช่คำตอบ แม้แต่ประชาธิปไตยตามรูปแบบ คือมีการเลือกตั้งแต่มีนักการเมืองที่ไม่สุจริตมุ่งโกงกินหาประโยชน์ มีความรู้ความสามารถต่ำที่จะบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน แบบนี้ก็ไปไม่รอด เพราะจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงขึ้น
ประเทศต้องแสวงหาประชาธิปไตยอัตถประโยชน์ที่มีประชาธิปไตยด้วย และได้นักการเมืองที่มีคุณภาพสูง สามารถบริหารแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศได้ คือ ความยากจนและความอยุติธรรมทางสังคม
ประเด็นนี้มีข้อสังเกตว่าประเทศต้นแบบเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ขณะนี้มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนสุดๆ อันก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมต่างๆ รวมทั้งเสี่ยงที่จะมีจลาจลต่อไปในอนาคตจนเกิดคำถามขึ้นว่า ประชาธิปไตยแบบ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ในสหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถสร้างอัตถประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ได้ มีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูป
ในความซับซ้อนในสังคมเศรษฐกิจอย่างปัจจุบัน เป็นการยากมากที่การเมืองแบบเดิมๆ แม้ที่เป็นประชาธิปไตยคลาสสิก แบบอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จะทำงานได้ผล คำถามก็คือแล้วประชาธิปไตยอัตถประโยชน์คืออย่างไร เราจะตามๆ เขาไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ คงต้องสรุปบทเรียน
3.ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง เป็นการกระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองตัวเอง โดยสามารถจัดการการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับเล็กใกล้ตัวมากที่สุดคือชุมชน ขึ้นมาจนถึงท้องถิ่นขนาดค่อนข้างใหญ่คือจังหวัด เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่ใช่มีแต่ออกเสียงเลือกตั้ง แล้วการพัฒนาไปตกอยู่ในมือของคนอื่นซึ่งบิดเบี้ยวไปได้มาก แต่ประชาชนเป็นผู้ลงมือจัดการพัฒนาด้านต่างๆ ด้วยตัวเอง และจัดการพัฒนานโยบายด้วย เป็นประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยทางอ้อมตามข้อ 2 อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีประชาธิปไตยทางตรงแห่งการปกครองตนเองหรือการจัดการตนเองด้วย
กระบวนการชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง ที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้มีแนวโน้มว่าโดนใจประชาชนและได้ผลดี ควรทำความเข้าใจ ส่งเสริม สนับสนุน จะเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศไทย
4.พลังพลเมืองรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นสังคมเข้มแข็ง สังคมไทยเป็นสังคมทางดิ่งมาแต่โบราณ คือมีความสัมพันธ์กันเชิงอำนาจ ในโครงสร้างแบบนี้จะขาดการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ หรือความเป็นสังคมมีน้อย หรือสังคมอ่อนแอ ในสภาพที่สังคมอ่อนแออำนาจที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมจะปราศจากการถูกตรวจสอบและควบคุม เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี ศีลธรรมจะไม่ดี การจะพัฒนาแต่เศรษฐกิจ พัฒนาแต่การเมือง พัฒนาแต่ศีลธรรม โดยไม่พัฒนาสังคมให้เข้มแข็ง จะไม่ได้ผล ดังที่เกิดแก่ประเทศไทย ที่พยายามทำกันมาตั้งค่อนศตวรรษ มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ยังปริ่มๆ จะเกิดมิคสัญญีกลียุค จำเป็นต้องพัฒนาจิตสำนึกของพลเมือง ให้ประชาชนมีจิตสาธารณะ มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ รู้เท่าทัน
5.ปฏิรูปวิธีคิดและจิตสำนึก การที่โลกยุ่งเหยิง ขัดแย้ง รุนแรง และวิกฤต อยู่ทุกวันนี้ เพราะมนุษย์มีวิธีคิดที่ผิด คือ คิดแบบตายตัว แยกส่วน และสุดโต่ง ธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น ธรรมชาติไม่ตายตัว ไม่แยกส่วน ไม่สุดโต่ง แต่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
วิธีคิดในพระไตรปิฎกไม่เหมือนกับวิธีคิดที่คิดๆ กันอยู่ทั่วไปในสังคมเลย เริ่มต้นในธัมมจักกัปปวัตนสูตร พระพุทธองค์ก็ทรงปฏิเสธส่วนสุดทั้งสองแล้ว พุทธธรรมถือว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง คือเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา สรรพสิ่งล้วนเป็นกระแสของเหตุปัจจัย การเห็นธรรมชาติเป็นกระแสของเหตุปัจจัยเป็นปัญญา เราควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์รักหรือชัง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง
6.ยุทธศาสตร์การสื่อสารจุดคานงัดประเทศไทย ในระบบที่ซับซ้อนและยากจนมองไม่เห็นความหวังใดๆ การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นปุ๊บปั๊บโดยรวดเร็ว ที่ภาษาโบราณเรียกว่าปาฏิหาริย์ แต่ภาษาวิชาการเรียกว่า “การผุดบังเกิด” (Emergence) ซึ่งไม่มีใครพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าเมื่อใดและอย่างไร
ยุทธศาสตร์การสื่อสารเป็นจุดคานงัดประเทศไทย ที่เรียกว่าการสื่อสารนั้น ปัจจุบันนี้ช่องทางการสื่อเกิดขึ้นโดยรวดเร็วและจะสามารถสื่อถึงกันได้ทั้งหมดโดยรวดเร็วในเวลามิช้านัก ความสำคัญจึงอยู่ที่สารว่าจะมีสารอะไรที่ดลใจหรือโดนใจ มีเสน่ห์ มีประโยชน์ ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดและจิตสำนึก ที่แพร่กระจายต่อๆ กันโดยรวดเร็วเต็มประเทศ ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าลงทุนที่สุด ใช้ทุนไม่มาก ใช้คนไม่มาก แต่เป็นคนที่เหมาะสมที่ศึกษาให้เข้าใจความเป็นไปของโลกและของบ้านเมืองกับทิศทางอนาคตให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ใช้สัจจะและศิลปะสร้างสารสร้างสรรค์ ที่กินใจผู้คนแล้วใช้ช่องทางสื่อออกไปในรูปแบบต่างๆ อย่างได้ผล ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการตลาดทางสังคมก็ได้ ถ้าทำได้ดีสังคมจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผมขอฝากทิศทางอนาคตประเทศไทยทั้ง 6 ประการไว้ให้เพื่อนคนไทยพิจารณาด้วย ถ้าแม้นข้อ 1 ไม่ได้ผล ประเทศไทยหลุดไปสู่สงครามกลางเมือง อีก 5 ข้อก็ช่วยในการสร้างประเทศไทยขึ้นใหม่หลังมิคสัญญีกลียุค ถ้ามีการฆ่ากันตายมากถึงจุดหนึ่ง สังคมไทยทั้งมวลจะเกิดความสลดสังเวช และต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อก้าวข้ามจุดติดขัดทางประวัติศาสตร์ของประเทศ







