
ต่างชาติเบนเข็มไปมาเลเซีย
โพสต์ทูเดย์
— ใบโพธิ์มองธุรกิจโรงแรมท่องเที่ยวไทยสะเทือนหนัก ประชุมข้ามชาติหนีไปเพื่อนบ้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปิดแยกราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงมากคือ การจัดประชุมของธุรกิจข้ามชาติตามโรงแรมขนาดใหญ่ เพราะไม่สามารถเลื่อนประชุมได้เหมือนเดินทางท่องเที่ยว หลังภาพที่ออกมาสะท้อนถึงความไม่ปลอดภัย ทำให้นักธุรกิจต้องยกเลิกมาประชุมในไทยและหันไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย แทน เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกัน
สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมา กทม. จะลดลงอย่างแน่นอน จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 40% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามาในประเทศ คาดว่าจะเหลือเพียง 20% เท่านั้น
“
ราชประสงค์ คือศูนย์กลางการท่องเที่ยว และที่กลุ่มผู้ชุมนุมทำก็เพราะรู้ว่าสถานที่ตรงนี้เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง” นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสถานการณ์ขณะนี้จะยังไม่เห็นตัวเลขการว่างงานจากธุรกิจโรงแรมและห้างสรรพสินค้าในย่านดังกล่าวที่ชัดเจน เพียงแต่จะมีการพักงานลูกจ้าง รวมทั้งรายได้ของลูกจ้างหายไปบางส่วน เชื่อว่าลูกจ้างอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนจากงานที่มั่นคงไปสู่งานรับจ้าง เช่น ขับรถแท็กซี่ หรือขายสินค้า
ทั้งนี้ รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาไทยคิดเป็น 8% ของจีดีพี หรือกว่า 7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวไทยกันเองนายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า อัตราการว่างงานของไทยแทบไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนานแล้ว แม้แต่กลุ่มคนเสื้อเหลืองปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ตัวเลขก็ไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงแต่จะปรากฎในรูปแบบระดับรายได้หายไป
“ลูกจ้างบางรายอาจหลุดจากงานที่มีความมั่นคง มีรายได้ดี ไปทำงานรับจ้างอื่น เช่น ขับรถแท็กซี่ ขายของ” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ระบุภาพราชประสงค์ส่งผลต่อสายตาต่างประเทศอยู่แล้ว และแน่นอนว่ามีผลสูงกว่าการประเมินตัวเลขที่นำจำนวนโรงแรม นักท่องเที่ยวมาจิ้มคิดว่ามีผลเท่าไร ตัวผมก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้หรอกตัวเลขพวกนั้น แต่ที่มันเห็นชัดคือ สิ่งที่เกิดขึ้นมันลามไปถึงภาพการท่องเที่ยว ความปลอดภัยซึ่งหายไปทันที เพราะ
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดง
ปิดแยกราชประสงค์ ทำให้สศค
.ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปี
นี้จะลดลงจากเป้าหมาย 20% เนื่อง
จากมีหลายประเทศออกคำเตือน
ระดับสูงสุดในการเดินทางมายัง
ประเทศไทย จะทำให้รายได้จากการ
ท่องเที่ยวจะหายไปถึง 20,800 ล้าน
บาท ซึ่งแตกต่างจากปี 2552 ซึ่ง
เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ แต่
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว
เพียง
–3% ต่อปี น้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
แหล่งข่าว ระบุว่า รายได้จาก
การท่องเที่ยวคิดเป็น 7% ของมูลค่า
จีดีพีทั้งประเทศ และคิดเป็นสัดส่วน
20% ของมูลค่าจีดีพีในเขตกรุงเทพ
มหานคร ทำให้มีผลต่อการจ้าง
งานอย่างมาก เนื่องจากมีธุรกิจที่
เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อาทิ
ร้านอาหาร , ห้างสรรพสินค้า , ระบบ
ขนส่ง , บริษัททัวร์ , ผู้ผลิตสินค้าและ
ให้บริการต่างๆ เป็นต้น
ทั้งนี้ จีดีพีของประเทศในปี
2553 อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้าน
บาท เท่ากับว่ามูลค่ารายได้จากการ
ท่องเที่ยวทั้งระบบสูงถึง 7 แสนล้าน
บาทต่อปี
ด้าน







