
"EU" กับ "ASEAN" เพื่อนแท้หรือคนแปลกหน้า
การเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากจากทุกภาคส่วน เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสของประเทศจากการเปิดตลาดการค้าและการลงทุนระหว่างกลุ่มประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการขยายโอกาสในการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะแรงงานมากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคโดยรวม การรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) ถือได้ว่าเป็นแม่แบบอย่างหนึ่งของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้ที่อาเซียนควรนำมาพิจารณา
การเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากจากทุกภาคส่วน เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสของประเทศจากการเปิดตลาดการค้าและการลงทุนระหว่างกลุ่มประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการขยายโอกาสในการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะแรงงานมากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคโดยรวม การรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) ถือได้ว่าเป็นแม่แบบอย่างหนึ่งของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้ที่อาเซียนควรนำมาพิจารณา
เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (International College of NIDA) ได้เชิญ Professor Ludo Cuyver จาก University of Antwerp, Belgium และศาสตราจารย์รับเชิญ (Visiting Professor) ของวิทยาลัยนานาชาติให้มาบรรยายเรื่อง EU and ASEAN : Partners or Strange Bedfellow? ซึ่งได้นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจเปรียบเทียบระหว่าง ASEAN กับ EU เพื่อจะให้เห็นภาพว่าทั้งสองกลุ่มนี้มีความเหมือนและความต่างอย่างไร ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสดีในการนำมาเสนอในบทความนี้ด้วยครับ
โดยภาพรวมที่มาของการรวมกลุ่มอาเซียนและ EU มีความคล้ายคลึงกันก็คือ เกิดจากแรงผลักดันของสงครามที่ต้องการให้แต่ละประเทศมีเอกภาพและรวมกันเป็นหนึ่งเดียว (สงครามโลกครั้งที่ 1 ในกรณีของยุโรป และสงครามเวียดนามในกรณีของอาเซียน) ในขณะที่ทั้งสองกลุ่มต่างก็มีจำนวนประชากรรวมในกลุ่มเท่าๆ กัน (504 ล้านคน สำหรับ EU และ 622 ล้านคน สำหรับอาเซียน) และมีขนาดเนื้อที่รวมเท่าๆ กัน (4.33 ล้านตารางเมตร สำหรับ EU และ 4.48 ล้านตารางเมตร สำหรับอาเซียน) ซึ่งสามารถเห็นได้ว่าความสำเร็จในการรวมกลุ่มของ EU ก็สามารถนำมาเป็นแบบอย่างสำหรับอาเซียนด้วย
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับด้านอื่นๆ แล้ว อาเซียนกลับยังมีความแตกต่างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมมากเมื่อเปรียบเทียบกับ EU โดยประเทศที่ยากจนที่สุดในอาเซียน ได้แก่ ประเทศกัมพูชา มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 820 เหรียญต่อคนต่อปี ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงสุดในอาเซียนอย่างสิงคโปร์กลับมีรายได้สูงถึง 42,930 เหรียญ หรือแตกต่างกันถึง 50 เท่า ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำที่สุดใน EU ได้แก่ ประเทศบัลแกเรีย ที่มีรายได้ 6,640 เหรียญ ซึ่งต่ำกว่าประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในกลุ่มอย่างเดนมาร์ก (60,160 เหรียญ) เพียงแค่ 10 เท่าเท่านั้น
นอกจากนี้ ความสำเร็จของ EU ยังเกิดจากแรงผลักดันจากฝั่งของรัฐบาล (Government Driven) เป็นสำคัญ ในขณะที่อาเซียนเกิดจากแรงผลักดันของตลาด (MarketDriven) ซึ่งภาคเอกชนมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้า ในขณะที่ภาครัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุน อาเซียนยังมีความหลากหลายเป็นอย่างมากในด้านภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ระบบสถาบันการปกครอง อันเป็นอุปสรรคที่ทำให้การรวมกลุ่มของอาเซียนไม่ได้สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายนัก และส่งผลทำให้การค้าภายในกลุ่ม (IntraASEAN Trade) ระหว่างอาเซียนยังคงมีปริมาณต่ำ (ประมาณร้อยละ 25) เมื่อเปรียบเทียบกับ EU ที่มีระดับการค้าระหว่างกลุ่มประเทศ (IntraEU Trade) ที่อยู่ในอัตราสูง อันเป็นตัวเลขสะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างการค้า (Trade Creation) และเสริมสร้างสวัสดิการของประเทศในกลุ่ม
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งของอาเซียนกับ EU ก็คือ “การแสวงหาพาร์ตเนอร์ใหม่” ทั้งแบบทวิภาคี (Bilateral) และพหุภาคี (Multilateral) เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มบทบาทของกลุ่ม และสร้างอำนาจการต่อรองของกลุ่มให้สูงขึ้นในตลาดโลก อาเซียนกับ EU เองก็เริ่มเจรจาความร่วมมือพหุภาคีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 อย่างไรก็ดี ความร่วมมือดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุแรกเกิดจากการที่ EU ยังไม่ต้องการรับพม่าเข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่ม เนื่องจากปัญหาภายในของประเทศพม่าเองในขณะนั้น นอกจากนี้ ระดับการเจรจาของสองกลุ่มประเทศยังมีความแตกต่างกัน EU มีรูปแบบการเจรจาในลักษณะของ Full Package ที่รวมทั้งการเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีต่างๆ ในขณะที่อาเซียนยังต้องการเจรจาในแต่ละประเด็นไป
ด้วยความแตกต่างดังกล่าวจึงทำให้ EU เองจึงเลือกแยกเจรจากับประเทศบางประเทศในอาเซียนเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น EUSingapore ในรูปแบบของ Green FTA คือการให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน EUMalaysia ที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจน้ำมันปาล์ม ยานยนต์ และการลงทุน และได้เริ่มที่จะเจรจากับเวียดนามตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว โดยให้ความสำคัญกับประเด็นทางการค้าสินค้าและบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่ประเทศไทยเองก็เข้าอยู่ในกลุ่มของการแยกเจรจากับ EU ด้วยเช่นเดียวกัน โดยประเด็นการเจรจาให้ความสำคัญกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Identification) ทรัพย์สินทางปัญญา และแรงงาน โดยข้อมูลหนึ่งที่ทราบจาก Professor Ludo ก็คือ ประเทศไทยมีเพียง “ข้าวหอมมะลิ” เท่านั้นที่อยู่ในระบบ DOOR ของยุโรป อันเป็นระบบที่แสดงว่าสินค้าข้าวหอมมะลิของไทยนี้ได้รับการคุ้มครองจากทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะที่ยังมีสินค้าไทยอยู่อีกจำนวนมากที่ส่งไปที่ยุโรป และยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนดังกล่าว ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์ของไทยควรทำหน้าที่ในการนำสินค้าไทยไปลงทะเบียนระบบนี้มากขึ้น
การแยกเจรจานี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างอาเซียนและ EU นี้เกิดได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังนำมาสู่ความขัดแย้งจากการมีจำนวนความร่วมมือที่มากเกินไป อันนำมาสู่ปัญหา Spaghetti Bowl (หรือ Noodle Bowl ในกรณีของอาเซียน) อันเป็นความเสี่ยงต่อการสร้างความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต







