
การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลัง 2556 ชะลอตัวลงจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดการณ์ของประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจอย่างจีน อินเดีย บราซิล และอาเซียน เศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมคาดการณ์ขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย โดยเศรษฐกิจขยายตัวติดลบประมาณ 0.5% เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ประมาณ 2.1-2.2% และเศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้นเติบโตที่ระดับ 1.3-1.4% เงินเยนอ่อนค่าจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกการส่งออก และยังส่งให้ภาคส่งออกไทยดีขึ้น เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน เป็นแหล่งซัพพลายเชนและผลิตชิ้นส่วนป้อนให้ญี่ปุ่น
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลัง 2556 ชะลอตัวลงจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดการณ์ของประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจอย่างจีน อินเดีย บราซิล และอาเซียน เศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมคาดการณ์ขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย โดยเศรษฐกิจขยายตัวติดลบประมาณ 0.5% เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ประมาณ 2.1-2.2% และเศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้นเติบโตที่ระดับ 1.3-1.4% เงินเยนอ่อนค่าจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกการส่งออก และยังส่งให้ภาคส่งออกไทยดีขึ้น เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน เป็นแหล่งซัพพลายเชนและผลิตชิ้นส่วนป้อนให้ญี่ปุ่น
ความผันผวนของตลาดการเงินโลกลดลง แต่เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้เพียง 2.1-2.3% ในปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐยังไม่พร้อมในการปรับลดขนาดคิวอีในทันที แต่นักลงทุนในตลาดการเงินจะยังคงหวั่นไหวต่อการตัดสินใจลดขนาดคิวอีในการประชุมของเฟด ในวันที่ 30-31 ก.ค. และ 17-18 ก.ย.นี้
ขณะที่ประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจและประเทศกำลังพัฒนามีการเติบโตลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5.1-5.3% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ระดับ 5.55.6% การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ลดลงส่งผลต่อการส่งออกของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศอาเซียน โดยอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอยู่ที่ประมาณ 7.7-7.8%
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลัง คือ การถอนหรือลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการผ่อนคลายทางการเงินจะส่งผลอย่างไรต่อราคาสินทรัพย์และการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ปัญหาการว่างงานรุนแรงยืดเยื้อในยุโรป การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน อินเดีย และประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจ การกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และเยนส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ราคาตกต่ำอย่างรวดเร็วของสินค้าโภคภัณฑ์
สำหรับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะชะลอลงต่อเนื่อง คาดว่าในไตรมาส 2 เติบโตที่ระดับ 5.2% ไตรมาส 3 ที่ระดับ 5.1% โดยไตรมาสสุดท้ายจะขยายตัวอยู่ที่ 5% จึงทำให้อัตราการขยายตัวของทั้งปี 2556 ลดลงมาอยู่ 4.5-5.5% (เดิมคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 5.5-6.5% ประมาณการไว้เมื่อเดือน ธ.ค. 2555)
การลงทุนเพื่อรองรับประชาคมอาเซียนจะเป็นแรงผลักดันสำคัญ แต่ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง การเติบโตของภาคการบริโภคจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากการปรับเพิ่มค่าแรงและการพยุงราคาสินค้าเกษตรจะเริ่มมีผลน้อยลง จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นและข้อจำกัดทางงบประมาณ การลงทุนทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นที่ระดับ 78% โดยการลงทุนภาครัฐในส่วนโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์และโครงการการบริหารจัดการน้ำอาจสะดุดลงด้วยปัญหาทางการเมืองและปัญหาทางกฎหมายได้
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อลดลง โดยการอ่อนค่าของเงินบาทจากกระแสเงินทุนไหลออก มีผลต่อแรงกดดันด้านราคาน้อยมาก และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.8-3.5% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.52%
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนสภาพคล่องในระบบการเงินอาจตึงตัวขึ้นได้ เมื่อความต้องการใช้เงินทุนของภาคเอกชนและภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น กรณีไม่มีปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง การระดมเม็ดเงินในประเทศของรัฐบาลอาจทำให้เกิด Crowdingout Effect ไปแย่งเม็ดเงินการลงทุนภาคเอกชนได้ และดันอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้สูงขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะมีผลน้อยลง
ทางด้านเงินบาทในช่วงครึ่งปีหลังจะเคลื่อนไหวกลับทิศทางอ่อนค่าลงเคลื่อนไหวในช่วง 30-32 บาทต่อดอลลาร์ โดยที่อัตราการขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ 7% และการนำเข้าอยู่ที่ 8% ดุลการค้าเกินดุลประมาณ 6.81 พันล้านดอลลาร์ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.81 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 0.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเสี่ยงทางการเมืองกับการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติมีนัยสำคัญ และมีผลต่อความผันผวนของรายได้ประชาชาติเช่นกัน ระดับ Ranking ของความเสี่ยงทางการเมือง เป็นตัวแปรสำคัญที่ผูกพันโดยทางตรง (Direct Relationship) กับตัวแปร GDP แท้จริง อย่างมีนัยสำคัญ
ค่าสัมประสิทธิ์ 0.63 ที่ประมาณการได้ มีลักษณะเป็นความยืดหยุ่น หมายความว่า หากอันดับ Ranking ของความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มขึ้น 1% (นั่นคือความเสี่ยงลดลง) Real GDP จะเพิ่มขึ้น 0.63%
จากการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์พบว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก
1.การลดลงของอัตราการเติบโตของผลิตภาพ (Lower Rate of Productivity Growth)
2.การลดลงของทุนมนุษย์และทุนกายภาพ
3.การลดลงของความมั่งคั่งและสะสมทุน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปได้ประเมินปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองออกเป็นห้ากรณี
กรณีที่หนึ่ง กรณีปัจจัยบวกทางการเมือง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และรัฐบาลสามารถบริหารนโยบายเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 55.5% กรณีที่สอง กรณีพื้นฐาน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่สามารถบริหารนโยบายเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือความไม่มีประสิทธิภาพ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 5% กรณีที่สาม กรณีมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลภายใต้กลไกรัฐสภา การลงทุนชะลอมากกว่ากรณีที่หนึ่งและสอง กรณีที่สี่ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยตุลาการรัฐประหาร หรือตุลาการภิวัตน์ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
กรณีที่ห้า กรณีมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยการรัฐประหารของกองทัพ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งความถดถอยของไทย
ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองมีความไม่แน่นอนสูง และจะส่งผลต่อความผันผวนต่อตลาดการเงิน รวมทั้งการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศได้ ซึ่งการแทรกแซงนอกระบอบประชาธิปไตยจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษแห่งความถดถอยของประเทศ
ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใต้ครรลองในระบอบประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก โดยความเสี่ยงทางการเมืองในไทยมีทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มชนชั้นนำ และความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยมีอันดับความเสี่ยงทางการเมืองที่ระดับ 63







