posttoday
ฐานะประเทศวิกฤตจำนำข้าวระส่ำ

ฐานะประเทศวิกฤตจำนำข้าวระส่ำ

24 มิถุนายน 2556

รัฐบาลยอมหักดิบลดราคาจำข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% จากตันละ 1.5 หมื่นบาท เหลือตันละ 1.2 หมื่นบาท อย่างกะทันหัน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

รัฐบาลยอมหักดิบลดราคาจำข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% จากตันละ 1.5 หมื่นบาท เหลือตันละ 1.2 หมื่นบาท อย่างกะทันหัน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังจำกัดการรับจำนำข้าวเปลือกจากทุกเมล็ด ลงเหลือครอบครัวละไม่เกิน 5 แสนบาทอีกด้วย ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา

การเปลี่ยนราคารับจำนำกลางฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้ชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรังถึงขนาดเข่าอ่อน รุมยำรัฐบาลอย่างหนักว่าหักหลังชาวนา ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนทางการเมืองมากที่สุดเท่าที่บริหารประเทศมา 2 ปี

สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลยอมใส่เกียร์ถอยอย่างแรง เพราะผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการในรอบ 2 ปี จำนวน 4 ฤดูการผลิต ใช้เงินไป 6.2 แสนล้านบาท รับจำนำข้าวเปลือกไป 40 ล้านตัน มีผลขาดทุนออกมาถึง 2.6 แสนล้านบาท เพราะราคารับจำนำสูงกว่าตลาดเกือบเท่าตัว

แม้ว่าภายหลังรัฐบาลจะแถลงออกแก้ต่างว่าผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำจะมีแค่ 1.3 แสนล้านบาท แต่ก็เป็นการตัดตอนการขาดทุนแค่ 2 ฤดูการผลิตแรกเท่านั้น และยังเป็นการคิดขาดทุนที่ยังมีการหมกเม็ดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ยังคิดไม่ครบอีกหลายอย่าง ทั้งต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าบริหารจัดการข้าวที่ยังขายข้าวไม่อออก

นอกจากนี้ เหตุผลที่รัฐบาลออกมากรอกหูชาวนาว่า ลดราคารับจำนำ เพราะข้าวในตลาดโลกต่ำกว่าที่คาดไว้ ก็เป็นการบิดเบือนหาทางแก้ตัวเท่านั้น

เพราะหากกลับไปดูนักวิชาการท้วงติงรัฐบาลตั้งแต่เริ่มโครงการรับจำนำ ทั้งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ออกมาฟันธงว่าโครงการรับจำนำจะขาดทุนไม่ต่ำกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง ออกมาระบุว่า การรับจำนำปีแรกจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งก่อนหน้ารัฐบาลออกมาโต้ตลอดว่าไม่จริง แต่สุดท้ายก็ออกมาดังที่นักวิชาการเตือนไว้

แม้แต่กระทรวงการคลัง ที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นขุนคลังอยู่ ก็ยังเคยทำรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบว่าหากการระบายปีแรกล่าช้าต้องใช้เวลาถึง 3 ปี จะทำให้มีผลขาดทุนถึงปีละ 2.2 แสนล้านบาท มากกว่าที่นักวิชาการประมาณการไว้เสียอีก

แต่ที่สำคัญที่สุด ทั้งนักวิชาการและกระทรวงการคลังก็เคยเตือนรัฐบาลมาตลอดว่า โครงการรับจำนำข้าวจะเข้าสู่วิกฤต ใช้เงินจำนวนมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ขณะเดียวกันข้าวที่รับจำนำเข้ามาก็จะกองเน่าเสียเพราะขายไม่ออก ที่ขายได้ก็ขาดทุนเป็นดินพอกหางหมูจากปีละ 1 แสน เป็น 2 หรือ 3 แสนล้านบาทในที่สุด

เมื่อพิเคราะห์จากข้อมูลก็พบว่า สิ่งที่นักวิชาการคาดการณ์และเตือนรัฐบาลไว้เกิดขึ้นจริงไม่มีผิดเพี้ยน

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เคยตั้งวงเงินไว้จะใช้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เป็นเงินกู้ที่กระทรวงการคลังจัดหาให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 4.1 แสนล้านบาท เงินสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. อีก 9 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของรัฐบาลปรากฏว่ามีการใช้เงินรับจำนำไปแล้วถึง 6.2 แสนล้านบาท เกินจาก 5 แสนล้านบาท ไปถึง 1.2 แสนล้านบาท เพราะรัฐบาลไม่สามารถระบายข้าวได้ทันเพื่อนำเงินมาหมุนรับจำนำรอบใหม่

โดยเงินที่เกินรัฐบาลก็ไปบีบคอเอาจาก ธ.ก.ส. เพราะไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกแล้ว เพราะการค้ำประกันเงินกู้ในปีงบประมาณ 2556 เต็มเพดานตามที่กฎหมายกำหนด คือ ไม่เกิน 20% ของงบประมาณ หรือประมาณ 4.8 แสนล้านบาท โดยเป็นการค้ำเงินกู้เพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว 2.2 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจอื่น

เมื่อการค้ำประกันเงินกู้เต็มเพดาน รัฐบาลก็ต้องหันไปพึ่งเงินของ ธ.ก.ส. แต่ก็ไม่สามารถที่จะอุ้มโครงการรับจำนำของรัฐบาลแบบไม่มีอั้น เพราะถึงวันนี้ ธ.ก.ส. ใช้เงินรับจำนำไปแล้วถึง 2.2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การรับจำนำข้าวนาปรังปี 2556 ยังมีข้าวเหลือที่ต้องรับจำนำอีกถึง 3 ล้านตัน หากคิดราคาจำนำ 1.5 หมื่นล้านบาท ต้องใช้เงินอีกถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งหมดจะต้องใช้เงินของ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายไปก่อน เพราะการระบายของรัฐบาลตอนนี้อยู่ในภาวะชอร์ตนิ่งสนิท เพราะราคาสูงขายไม่ออก

หากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่า ธ.ก.ส. จะต้องใช้เงินในโครงการรับจำนำ 2.62.7 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่าเงินที่ ธ.ก.ส. ระดมเงินฝากแต่ละปีถึง 23 เท่าตัว ทำให้ ธ.ก.ส.จะมีปัญหาฐานะการเงินเหมือนรัฐบาลที่สุด คือ ถังแตกไม่มีเงินเหลือ

เมื่อเป็นเช่นนั้น รัฐบาลจึงยอมเสียหน้าเสียแต้มทางการเมือง หักดิบชาวนาลดราคาจำนำเหลือตันละ 1.2 หมื่นบาท โดยอาศัยช่วงที่โครงการถูกโจมตีว่าโครงการขาดทุน ดำเนินการลดราคารับจำนำไปเลย เป็นการยอมเจ็บครั้งเดียวแก้ปัญหาทีเดียวให้อยู่หมัด

เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น รัฐบาลจะได้ชื่อว่าเป็นคนทำให้ฐานะการเงินของประเทศหายนะจากนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลมุ่งแต่หาเสียงและหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มพวกพ้อง

เพราะหากรัฐบาลยังคงราคารับจำนำไว้ตันละ 1.5 หมื่นบาท และรับจำนำทุกเมล็ดจะต้องใช้เงินถึง 3.5 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำ จะทำให้ยอดเงินที่ใช้ในโครงการนี้สูงถึง 1 ล้านล้านบาท ภายแค่ 3 ปี

แต่ที่มีปัญหากว่านั้น รัฐบาลจะหาเงินมารับจำนำจากที่ไหน ในเมื่อการกู้เงินก็มีข้อจำกัด ทั้งสัดส่วนหนี้จะเพิ่มขึ้นสูงเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง การใช้เงินจาก ธ.ก.ส.ก็หมดทาง เพราะที่ผ่านมาก็ใช้จน ธ.ก.ส.แทบจะไม่มีเงินไปปล่อยสินเชื่ออื่น และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นเป็นภาระการคลังทำให้หนี้ของประเทศเพิ่มอยู่ดี

ซึ่งปัญหาฐานะการคลังของประเทศ ยังถูกจับตาจากสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกอย่าง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่จ้องจะลดเครดิตไทย เพราะมองว่าโครงการรับจำนำสร้างภาระการคลังก้อนโต จนรัฐบาลมีปัญหาทำงบสมดุลไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้มาโปะ

อย่างไรก็ตาม การลดราคาจำนำก็ยังไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่าฐานะการคลังของประเทศจะพ้นจากวิกฤต และเครดิตของประเทศจะไม่ถูกลดอันดับ

เพราะเงื่อนไขใหม่ของการรับจำนำตันละ 1.2 หมื่นบาท จำกัดครัวเรือนละไม่เกิน 5 แสนบาท คาดว่าจะต้องรับจำนำข้าวในแต่ละปี 15 ล้านตัน ต้องใช้เงินปีละ 1.8 แสนล้านบาท ก็ต้องถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยในภาวะที่การเดินหน้าระบายของรัฐบาลมีปัญหา ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ว่ารัฐบาลจะหาเงินจากที่ไหนมาหมุนรับจำนำข้าวให้เดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องลดวงเงินการรับจำนำข้าวให้เหลือภาย 5 แสนล้านบาท ภายในสิ้นเดือน ธ.ค. 2556 ซึ่งแนวโน้มเป็นไปได้ยาก รัฐบาลก็ยังไม่มีแผนสองว่าหากลดไม่ได้จะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไปอย่างไม่ให้ฐานะการเงินของประเทศมีวิกฤตมากไปกว่าปัจจุบัน

แม้แต่ตัวเลขเงินการระบายข้าวของรัฐบาลกับที่ ธ.ก.ส. ได้รับก็ยังสับสนไม่ตรงกัน โดย ธ.ก.ส. รายงานว่าได้รับเงินระบายข้าวคืนจากการระบายข้าว 1.2 แสนล้านบาท แต่การปิดบัญชีข้าวของรัฐบาลที่ วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลข้อมูลโครงการรับจำนำข้าว ระบุถึงสิ้นเดือน พ.ค. 2556 รัฐบาลระบายข้าวไปได้แล้ว 7 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าที่ ธ.ก.ส. รายงานกว่าเท่าตัว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการรับจำนำข้าวและระบายข้าวที่มีความไม่ชอบมาพากลอยู่มาก ทั้งการแอบระบายข้าว หรือการรับจำนำข้าวลม ล้วนแต่สร้างความเสียหายให้ฐานะการเงินของประเทศทั้งนั้น

ส่งผลให้แม้ว่ารัฐบาลจะลดราคารับจำนำแล้ว ฐานะการเงินการคลังของประเทศก็ยังอยู่ในภาวะโคม่าต่อไป เพราะโครงการรับจำนำยังต้องใช้เงินพอกหนี้ประเทศอีกปีละหลายแสนล้านบาท ที่ไปถึงชาวมือชาวนาส่วนน้อย แต่เงินยังตกอยู่ในมือของนายทุนนักการเมืองส่วนใหญ่เหมือนเดิม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท