
ม็อบล้อมรัฐบาล"ปู"เสี่ยงไปไม่รอด
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในอำนาจปีแรกภายหลังจากได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะตั้งกลุ่ม “องค์การพิทักษ์สยาม”
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในอำนาจปีแรกภายหลังจากได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะตั้งกลุ่ม “องค์การพิทักษ์สยาม” ขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาลได้
ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ม็อบพิทักษ์สยามสลายตัวไป ทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถกล้าแสดงออกถึงพลังเสียงข้างมากของตัวเองออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ว่าจะเป็นการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราถึง 3 ฉบับ ซึ่ง 1 ใน 3 ฉบับมีการแก้ไขตัดตอนไม่ให้ประชาชนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อหาการกระทำที่อาจเป็นการล้มล้างการปกครอง ตามมาด้วยร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมือง ที่มีเนื้อหาช่วยเหลือมวลชนคนเสื้อแดง และล่าสุดเป็นร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
ทว่ามาในช่วงที่ใกล้ครบการทำงาน 2 ปีของรัฐบาลในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ปรากฏว่ากำลังอยู่ในภาวะเจียนอยู่เจียนไปอย่างที่เห็น
ปัญหาหนักสุดเห็นจะเป็นในส่วนของโครงการรับจำนำข้าว เพราะถูกตรวจพบความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
เป็นแผลใหญ่ให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถเปิดโปงความไม่โปร่งใสกลางเวทีประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ได้แก่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจและการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2557
ตามมาด้วยปมปัญหาการขาดทุนกว่า 2.6 แสนล้านบาท ผ่านรายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลัง จนถึงทุกวันนี้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ ก็ยังหาเหตุผลมาชี้แจงไม่ได้
เมื่อไม่อาจทานกับกระแสกดดันได้ สุดท้ายรัฐบาลต้องประกาศลดราคารับจำนำข้าวลงจาก 1.5 หมื่นบาท ลงมาเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อเกวียน ด้วยเหตุผลอันสวยหรูจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีว่า “ต้องการรักษาวินัยการเงินการคลัง”
นอกเหนือไปจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลยังต้องเจอกับ “ปัญหาการเมือง” ด้วย หลังจากไม่สร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดีได้
มีคำถามตามมามากมาย ว่าทำไมรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการชุมนุมของเครือข่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุด คือ การชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่า “เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ”
ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลอาจกล่าวได้ไม่ต่างอะไรกับการให้ท้ายมวลชนเสื้อแดงทางอ้อม ดังจะเห็นได้จากความวุ่นวายในระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ จัดเวทีปราศรัยผ่าความจริงที่ จ.ลำพูน หรือกรณีกลุ่มหน้ากากขาวถูกทำร้าย ที่ จ.เชียงใหม่
จากปัญหาเศรษฐกิจผนวกกับการเมืองเลยเป็นสารเร่งโตให้กับสารพัดม็อบเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลได้อย่างมีนัยมากขึ้นในเร็วๆ นี้
“ม็อบชาวนา” นำโดยสมาคมชาวนาข้าวไทย กำลังเป็นมวลชนกลุ่มล่าสุดที่กำลังได้รับความสนใจในเวลานี้ โดยเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด ภายหลังรัฐบาลลดราคาจำนำข้าว ซึ่งกำหนดนัดรวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 25 มิ.ย.
แม้ตามกำหนดการจะไม่ได้ปักหลักอยู่ยาวข้ามวันข้ามคืน แต่ในระยะยาวหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์นี้ได้ ย่อมมีผลให้พรรคเพื่อไทยสูญเสียฐานทางการเมืองไปไม่น้อยอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นประเด็นที่ สส.ของพรรคกำลังวิตกเป็นอย่างหนัก
“ม็อบหน้ากากขาว” จะเห็นได้ว่านับวันยิ่งโตมากขึ้น นับวันยิ่งขยายแนวร่วมมากขึ้น และนับวันยิ่งสร้างแรงกดดันรัฐบาลได้มากขึ้น
ตัวสะท้อนถึงสมมติฐานนี้ได้ดีที่สุดเห็นจะเป็นภาพการชุมนุมเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. เนื่องจากไม่ได้มีการรวมตัวกันเฉพาะที่ลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น เพราะมีหลายจุดตามต่างจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดงและต่างประเทศได้ถูกใช้เป็นจุดรวมพลเช่นกัน อาทิ จ.เชียงราย สุรินทร์ อุบลราชธานี ไปจนถึงเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และประเทศออสเตรเลีย จากเดิมที่จำกัดวงแค่ในกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น
สถานการณ์แบบนี้ระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล เพราะภาวะที่ม็อบล้อมหน้าล้อมหลังที่เป็นอยู่ย่อมกระทบต่อการทำกิจกรรมการเมืองบางอย่างของพรรคเพื่อไทยให้เดินหน้าได้ลำบาก
แน่นอนว่าทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและปรองดอง จะไม่สามารถผ่านสภาได้ง่ายๆ ถึงจะมีเสียงข้างมากล้นสภาก็ตาม
ยิ่งมี “บราซิลโมเดล” ในเหตุการณ์ประท้วงรัฐบาลระหว่างการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลคอนเฟเดอเรชั่นส์คัพ 2013 เป็นบทเรียนด้วยแล้วยิ่งทำให้การจะใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะเป็นเชื้อไฟให้แนวร่วมต่อต้านรัฐบาลขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งม็อบชาวนาและการเพิ่มปริมาณของม็อบหน้ากากขาว จึงไม่ต่างอะไรกับสัญญาณเตือนรัฐบาล ว่าหากยังไม่เปลี่ยนการทำงานเสียงข้างมากที่ตัวเอง อาจจะไม่ช่วยให้อยู่ในอำนาจได้จนครบเทอม







