posttoday
81ปีการเมืองไทยในมุม2อดีตปธ.รัฐสภา

81ปีการเมืองไทยในมุม2อดีตปธ.รัฐสภา

23 มิถุนายน 2556

อดีตประธานรัฐสภาจาก 2 ขั้วเครือข่ายการเมืองหวั่นแก้รธน.-ตราปรองดอง บานปลายขัดแย้งรอบใหม่

อดีตประธานรัฐสภาจาก 2 ขั้วเครือข่ายการเมืองหวั่นแก้รธน.-ตราปรองดอง บานปลายขัดแย้งรอบใหม่

ในการบันทึกเทปรายการหน้าที่พลเมือง ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์  ThaiPBS ในวันที่ 24 มิถุนายน 2556 โดยนางเสาวลักษณ์ วัฒนศิลป์ ผู้ดำเนินรายการ ได้ตั้งประเด็นสัมภาษณ์ 2 อดีตประธานรัฐสภา กรณีมุมมอง 81 ปีประชาธิปไตยไทยภายใต้ดุลอำนาจ 3 ฝ่าย

โดยนายพิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเชื่อมั่นว่า ดุลอำนาจ 3 ฝ่ายกลไกรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ยังคงขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีและราบรื่น แม้จะเกิดความสับสนกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระบ้างก็ตาม แต่ก็มั่นใจว่าบุคลากร ผู้ทำหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญ,ศาลปกครอง,กกต.และป.ป.ช. ต่างก็เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ และชี้ว่า องค์กรอิสระควรค่าแก่การดำรงอยู่ต่อไป แต่ต้องอยู่ภายใต้ผู้ทำหน้าที่ในองค์กร ที่มีคุณสมบัติและมีหลักการทำงานเพื่อประชาชนและบ้านเมืองไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองและพวกพ้อง

เมื่อถามว่า การแก้รัฐธรรมนูญ กำลังเป็นบทสะท้อนถึงความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิชัย กล่าวตอบว่า กรณีปัญหานี้คงต้องดูที่สาเหตุเป็นหลัก เพราะการยื่นคำร้องครั้งนั้น เกิดจากผู้ยื่นกังวลต่อกรณีการล้มล้างการปกครองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งสังคมไทย ก็ต้องยอมรับว่า เคยเกิดขึ้นจริง และกลายเป็นข้อกังวลถึงปัจจุบัน เมื่อถึงจุดนี้ ก็ต้องยอมรับในสิทธิโดยชอบที่จะยื่นคำร้องสอบถามศาลรัฐธรรมนูญ แต่โดยส่วนตัว ก็ไม่ติดใจกับการแก้รัฐธรรมนูญ และก็ยอมรับในความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย แต่ก็เชื่อว่า ต่างฝ่ายต่างก็มีเบื้องหลังของความคิดเห็นนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่เหตุผลการแก้รัฐธรรมนูญ คือแก้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ นายพิชัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นแบบไหนอย่างไร ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่า บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่าง โซเวียต รัสเซีย หรือจีน ก็มีรัฐธรรมนูญ แต่บ้านเมืองก็ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญหรือเอกสารรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แสดงความเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ แต่ประชาธิปไตยจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการกระทำ และรัฐธรรมนูญที่เป็นจริง ก็ควรเป็นเพียงแค่แนวทางการทำงาน เป็นกรอบการปฏิบัติการการของบ้านเมือง ซึ่งประเทศไทย อาจมีรัฐธรรมนูญอันแสนสวย มากมาตรา แต่กลับปกครองในระบบเผด็จการก็ได้หากผู้ใช้เข้าใจและกระทำการแบบผิดๆ

นายพิชัย กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ แม้จะห่างไกลกับวงการการเมือง แต่ก็ติดตามและตรวจสอบสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามอย่างที่สุด ที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เพื่อหาแนวทางการสร้างความปรองดองให้สังคมการเมืองไทย เพราะวันนี้ทะเลาะกันรุนแรงเหลือเกิน แบบที่สังคมไทย การเมืองไทย ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยอีกมุมหนึ่งก็เชื่อว่า ประชาชนคนไทย ก็เบื่อบรรยากาศแบบนี้แล้ว ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน จึงมั่นใจว่า ไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้น ที่อยากจะเห็น คนไทยทุกคนปรองดองกัน แต่การปรองดองนั้นไม่ใช่การออกกฎหมายปรองดอง หรือ นิรโทษกรรม
“วันนี้ เรื่องง่าย ๆ ผมบังคับให้คุณดื่มน้ำชา ถ้าคุณไม่ดื่ม ผมจะออกกฎหมายมาบังคับคุณ แต่คุณบอกว่า คุณอยากดื่มน้ำเปล่า ฉันใดก็ฉันนั้น การปรองดองจะเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า การอะลุ่มอะหล่วยและยืดหยุ่น ดังนั้นทางสายกลางที่ดีที่สุด ที่จะนำไปสู่การปรองดอง และจากคุณต้องการดื่มน้ำเปล่า แต่ผมต้องการให้คุณดื่มน้ำชา จึงน่าจะตกลงกันได้ด้วยดี แบบคนละครึ่ง คือผสมน้ำชาลงไปในน้ำเปล่า คุณตกลงไหม นี่ละการปรองดอง” นายพิชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เร็ว ๆนี้ สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรองดองและร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมตามวาระเรื่องด่วนที่ค้างอยู่ในเดือนสิงหาคมนี้ นายพิชัย กล่าวแสดงความเป็นห่วง และบอกว่า อยากขอร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายในสภาฯยุติการโต้เถียงกัน โจมตีกัน และหันหน้ามาคุยกันด้วยเหตุและผล จะคุยแบบไม่ต้องเปิดเผย หรือมีเงื่อนไขล่วงหน้าก็ได้ แต่ให้ตกลงในข้อขัดแย้งและหาจุดร่วมกัน ซึ่งข้อตกลงที่ได้นั้น ก็ต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับได้ แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องกฎหมายปรองดอง เพราะการปรองดองในบ้านเมืองจะออกเพียงกฎหมายไม่ได้ ซึ่งหากขัดขืนฝืนเดินหน้าไป อาจเป็นเหตุให้คนที่รักและเคารพกฎหมาย โดยยึดหลักการตามกระบวนการยุติธรรมออกมาคัดค้านต่อต้านได้ สุดท้ายจะเกิดการเผชิญหน้า และนำมาซึ่งความรุนแรง แบบที่ว่า “การเมืองกับการเมือง ประชาชนกับประชาชน”

นายพิชัย กล่าวว่า วาระการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรองดองหรือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะถึงขั้นต้องพับไปก่อนไหม ไม่สามารถตอบแทนผู้แทนราษฎรในสภาฯได้ คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของส.ส. และดุลยพินิจของรัฐบาล ที่จะร่วมส่งสัญญาณที่เหมาะสม

ขณะที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา จากพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์กล่าวยืนยันว่า รัฐสภาถือเป็นเสาหลักของประเทศ จึงมั่นใจว่าจะเป็นพื้นที่รวมของผู้คนและความคิดที่หลากหลาย โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ระบายความคับข้องใจของผู้คนทั้งแผ่นดิน และบทบาทที่สำคัญของรัฐสภา ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ คือการตรากฎหมายและตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งแน่นอนว่าตามหลักกติกาสากล เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนตามระบอบประชาธิปไตย ก็ย่อมต้องมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร และเสียงข้างมากก็เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นเมื่อส.ส.ต้องการขับเคลื่อนงานนิติบัญญัติ ก็เป็นสิทธิโดยชอบที่จะเสนอ โดยเฉพาะพรรคการเมืองได้เคยหาเสียงไว้ในสนามเลือกตั้ง ทั้งแก้รัฐธรรมนูญและตรากฎหมายปรองดอง ก็ต้องกำหนดเป็นภารกิจสำคัญที่จะเดินหน้าไป

เมื่อถามว่า รัฐสภาขับเคลื่อนแก้รัฐธรรมนูญและตรากฎหมายปรองดอง หมายความว่าเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ใช่ไหม นายยงยุทธ กล่าวว่า ถูกต้อง ต้องเป็นไปตามระบบและกลไกที่มีอยู่ หากเสียงข้างน้อยไม่ชอบใจ ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วย คงต้องทบทวนและไตร่ตรองด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเสียงข้างมากเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร แต่ส่วนตัวก็เห็นว่า เสียงข้างมากนั้น ก็ต้องรับฟังเสียงข้างน้อยด้วยเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นและสันติ

“เสียงข้างมาก เสมือนผู้ถือดาบ ถือมีดอยู่ จึงควรระมัดระวังมีดดาบที่ถือนั้น ไม่ให้กระทบทิ่มแทงเสียงข้างน้อย ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับข้อเท็จจริงในระบอบประชาธิปไตย แต่การตรากฎหมายไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะบ้านเมือง สังคมเศรษฐกิจและการเมือง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดก็ตาม ต้องมีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และตามหลักสากล การแก้รัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้านิติบัญญัติไม่สามารถทำอะไรได้เลย เนื่องจากติดล็อคด้วยเจตนาที่มีคนเขียนไว้ หรือมีเงื่อนไขกั๊กไว้ ปัญหาต่าง ๆ จะเกิดขึ้น จากความคับข้องใจ กลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง” นายยงยุทธ กล่าว

นายยงยุทธ กล่าวด้วยว่า เจตนาของการจัดตั้งองค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อโต้แย้งขององค์กรที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และองค์กรอิสระ ซึ่งหากความคิดเห็นโต้แย้งกัน จนไม่รู้จะปรึกษาใคร ก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ทาง และถ้าบทบัญญัติใด ไม่มีในรัฐธรรมนูญและมีเหตุการณ์บ้านเมืองเกิดขึ้นตามวิถีประชาธิปไตย ก็สามารถปรึกษา เพื่อขอคำแนะนำได้ ดังนั้น ศาลศาลรัฐธรรมนูญ ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ในรัฐธรรมนูญ มีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้สังคมการเมืองไทยไม่ใช่การเข้ามาสร้างปัญหาเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ ดุลอำนาจ 3 ฝ่ายภายใต้การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างไร นายยงยุทธ กล่าวว่า คำเดียวที่อยู่ได้ในวันนี้ คือความยุติธรรม ทุกฝ่ายจะอยู่ได้ก็ต้องเมื่อบริหารความเป็นธรรมและความยุติธรรมเป็นที่พึงพอใจของประชาชนได้ เช่นว่า รัฐบาลมีโครงการเวนคืนที่ดิน เพื่อสร้างถนน ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่ง ก็ต้องยอมรับและเสียประโยชน์ โดยถอยไปหนึ่งก้าวที่จะเสียสละให้กับประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย ไม่ต่างกับดุลอำนาจที่จะเกิดขึ้น ที่ต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่จะตามมา โดยเฉพาะการอธิบายในเหตุผลที่ควรโปร่งใส่และตรวจสอบได้ ขณะที่ผู้ฟังผู้เห็นต่างก็ต้องถอยและทำความเข้าใจ ไม่ควรคิดแค่ตัวเองถูก และหากไม่ทำตามที่คิดไว้ก็จะไม่เดินตาม

เมื่อถามว่า สังคมการเมืองไทยต้องการกฎหมายปรองดองไหม นายยงยุทธ กล่าวว่า คงต้องมองย้อนไปถึงอดีต วันหนึ่งเราต่อต้านกระบวนการประชาธิปไตย จนเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อแก้ทางตัน และวันหนึ่งบอกว่า การนิรโทษกรรม คือการเริ่มต้นของสังคมไทย ด้วยการให้อภัย แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า เราควรให้อภัย หรือนิรโทษกรรมใคร ผู้มีอำนาจควรได้รับประโยชน์ หรือประโยชน์นั้นจะเป็นอานิสงค์ไปถึงพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า สังคมการเมืองไทยวันนี้ พร้อมจะมีกฎหมายปรองดองแล้วใช่ไหม นายยงยุทธ บอกว่า การแก้รัฐธรรมนูญหรือการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่จะแก้ได้ทุกโรค สิ่งสำคัญคือต้องสร้างบรรยากาศของความรักชาติบ้านเมืองมากกว่าพรรคพวก รวมถึงการให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

“ผมไม่เคยเห็นโต๊ะเจรจาที่ไหนในโลกนี้ แบบว่าเกิดศึกสงครามขึ้น ก็ผูกไทด์ใส่เสื้อนอก นัดหมายมาคุยกัน แล้วก็จบที่โต๊ะเจรจานั้นเลย ส่วนใหญ่จะมีเบื้องหลังและมีการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการมาก่อน เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น มีอยู่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นส่วนตัว อาทิ ไม่ชอบกัน ด่ากัน ถกเถียงกัน คงต้องชี้แจงพูดคุยและขอโทษกัน ถึงจะจบ และอีกประเด็น คือ เรื่ององค์กรของตัวเอง เช่น พรรค หรือ ระหว่างพรรค ทุกคนก็รักและต้องการรักษาพรรค เพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และสุดท้าย คือ กรณีข้อกฎหมายที่เป็นผลประโยชน์ ซึ่งควรตกลงและทำความเข้าใจกัน ด้วยการตั้งโต๊ะเจรจากัน ไม่ใช่การเปิดสัมมนา เสวนา หรืออภิปรายกัน โดยที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา ไม่ไว้วางใจกัน มาคุยกัน และคงต้องคุยจากวงเล็ก ก่อนไปสู่วงใหญ่ ถึงจะเกิดความสมานฉันท์ ความรักกัน จึงไม่ควรข้ามขั้นตอน” นายยงยุทธ กล่าว

นายยงยุทธ ระบุว่า เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือปรองดอง แต่คงต้องควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจ เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ แต่ถ้าตราออกมาแล้ว โดยฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ออก เพราะไม่มีส่วนได้เสีย แต่อีกฝ่ายหนึ่งอยากให้ออก เพราะได้รับประโยชน์ อาจเกิดปัญหาขึ้นในสังคมการเมืองไทย ดังนั้นควรสร้างความเข้าใจ และพูดคุยเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว เพื่อความสงบสุขสันติของประชาชนและบ้านเมือง และนับจากนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ ทุกฝ่ายทุกคนควรนึกถึงประโยชน์ของบ้านเมืองมากกว่าพรรคการเมือง นึกถึงประชาชนมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง และเห็นว่าในสภาวะเช่นนี้ ควรมีฝ่ายกลาง คนกลาง หรือผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพ ออกมาไกล่เกลี่ยประเด็นขัดแย้ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเป็นธรรม นอกจากนั้นประชาชน ผู้ที่อยู่ตรงกลางจากกลุ่มคน 2 ฝ่าย ก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วยถึงการแสดงออกทางการเมืองในมุมที่เหมาะสมถูกต้อง

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี