
แบบจำลองเชลล์
เชลล์ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ได้มีการเผยแพร่แบบจำลองสถานการณ์ทางสังคม และระบบพลังงานของโลกที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21
เชลล์ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ได้มีการเผยแพร่แบบจำลองสถานการณ์ทางสังคม และระบบพลังงานของโลกที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นแบบจำลองที่เชลล์ใช้มานานถึง 40 ปี เพื่อสำรวจภูมิทัศน์ที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต และเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจการดำเนินธุรกิจด้านพลังงาน
สำหรับแบบจำลองล่าสุดแยกเป็น 2 ลักษณะ คือ แบบจำลองภูเขา โดยจินตนาการเห็นโลกมีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจในระดับปานกลาง และนโยบายของภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดระบบพลังงานและสิ่งแวดล้อมของโลก มีการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เผาไหม้ได้สะอาดกว่าในการผลิตไฟฟ้ามากกว่าถ่านหิน และใช้แพร่หลายในภาคขนส่ง
ทั้งนี้ ภาคการขนส่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างทั่วหน้า โดยความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะแตะระดับสูงสุดในปี พ.ศ. 2578 และก่อนสิ้นสุดศตวรรษนี้ รถยนต์และรถบรรทุกเกือบทั้งหมดจะขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าและไฮโดรเจน มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อดักจับและกักเก็บคาร์บอนอย่างแพร่หลาย ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการผลิตไฟฟ้าจนเหลือ 0 ได้ภายในปี พ.ศ. 2603 พลังงานนิวเคลียร์จะมีส่วนแบ่งตลาดในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 25% จากปัจจุบันจนถึง ปี พ.ศ. 2603 ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเริ่มลดน้อยลงหลังจากผ่านพ้นปี พ.ศ. 2573 ไปแล้ว
สำหรับแบบจำลองที่ 2 คือ แบบจำลองมหาสมุทร โดยภูมิทัศน์ด้านพลังงานจะถูกกำหนดขึ้นด้วยพลังของตลาดและภาคประชาสังคมเป็นหลัก ขณะที่นโยบายของรัฐบาลมีบทบาทน้อยกว่าแรงต่อต้านของประชาชน และความล่าช้าทั้งในการนำนโยบายและเทคโนโลยีมาใช้จะจำกัดพัฒนาการของพลังงานนิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินจะยังเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจนถึงกลางศตวรรษ การดักจับและกักเก็บคาร์บอนจึงพัฒนาไปได้ช้า คือเพียง 10% ของปริมาณที่ปล่อยออกมา และเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี พ.ศ. 2618
อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงจะกระตุ้นให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำมันที่เข้าถึงได้ยากตลอดจนการขยายตัวของการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดีขึ้นมาก ขณะที่มีการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ภายในปี พ.ศ. 2613 แผงโซลาร์เซลล์จะกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่อุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นของถ่านหินและน้ำมัน การขาดการสนับสนุนเรื่องการดักจับและกักเก็บคาร์บอน และพัฒนาการด้านก๊าซธรรมชาตินอกทวีปอเมริกาเหนือที่ไม่ค่อยก้าวหน้ามากนัก ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าแบบจำลองสถานการณ์ภูเขาประมาณ 25%
แม้ว่าแบบจำลองสถานการณ์มหาสมุทรจะเห็นภาพการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นมาก แต่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลก็มากขึ้นด้วย รวมมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมากกว่าในแบบจำลองสถานการณ์ภูเขา เท่ากับว่าน่าจะสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกมากกว่า
แบบจำลองสถานการณ์เหล่านี้เน้นให้เห็นด้านต่างๆ ของนโยบายสาธารณะที่น่าจะมีอิทธิพลสูงสุดต่อพัฒนาการของเชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น รวมถึงพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก







