
ต้นไม้ข้างบ้าน
มันก็แค่ต้นปีบริมรั้วบ้านต้นหนึ่ง...?
มันก็แค่ต้นปีบริมรั้วบ้านต้นหนึ่ง...?
ขนาดลำต้นประมาณเด็กสองขวบโอบมิดพอดี ความสูงไล่คลอเคลียไปกับหลังคาบ้าน สะท้อนให้เห็นการยืนหยัดผ่านร้อนผ่านฝนมาหลายปีดีดัก หรือหากจะส่องดูเส้นวงปีให้ชัดๆ ก็น่าจะอยู่ใกล้ๆ 20 วงรอบ เห็นจะได้
หลังต้องฝนแรกไปได้ไม่กี่สัปดาห์ มันออกอาการลิงโลด แผ่กิ่งก้าน แตกยอดใหม่ เขียวเต็มต้น ผิดจากไม่กี่วันก่อนหน้านี้ยังแห้งเหี่ยว เหลือใบเหลืองคาต้นอยู่ติดปลายกิ่งไม่กี่ใบ
ยังไม่ทันได้ชื่นอกชื่นใจแบบหนำปอด อยู่ดีๆ กิ่งก้านซึ่งใบอ่อนยังไม่ทันโตเต็มที่ก็อันตรธานหายไปเหลือแต่ตอด้วนๆ เหลือเพียงโครงต้นกับกิ่งก้านหรอมแหรม ฝั่งที่โผล่ข้ามรั้วเข้ามาในตัวบ้าน
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เคยเกิดขึ้นครั้งแรก และไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกรอบ
ครั้งนั้นปฏิบัติการของ “มือมืด” มาแบบไม่ทันตั้งตัว มันเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างบ่ายแก่ๆ กับเย็นอ่อนๆ ของวันหยุดสุดสัปดาห์ เสียงตัดกิ่งไม้ปั้กๆๆๆ ลอดเข้ามาในบ้าน
เด็กหนุ่มเดินออกไปสำรวจต้นเสียง พลางคิดว่าข้างบ้านตัดต้นไม้แต่งกิ่ง แต่ต้องผงะกับ “มือมืด” ซึ่งกำลังยืนอยู่บนรั้วบ้าน มีดอีโต้ในมือง้างค้างในอากาศเล็กน้อย
ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยอะไรใดๆ กิ่งปีบกิ่งสุดท้ายก็มีอันต้องไปกองรวมกับกิ่งอื่นๆ ที่กระจัดกระจายเต็มพื้นนอกรั้ว
ด้วยข้อหาแค่ให้ที่พักอาศัยแก่นกหลายสายพันธุ์ ซึ่งดันไปปล่อยอุจจาระใส่รถยนต์ที่จอดอยู่ข้างรั้ว ต้นปีบข้างรั้วเลยต้องโทษกลายเป็นตอไม้หัวโกร๋นแบบไม่มีโอกาสได้อุทธรณ์ ฎีกา
เด็กหนุ่มได้แค่ปลง เมื่อโวยวายไป ต้นไม้ก็ใช่ว่าจะกลับมาแผ่กิ่งก้านสาขาได้เหมือนเดิม
ที่สำคัญ “มือมืด” ซึ่งเพิ่งกระโดดลงจากรั้ว กำลังเก็บกวาดนำกิ่งไม้ไปทิ้ง มีสถานะเป็นแค่ผู้ถูกจ้างวาน การจะไปกล่าวบริภาษก็ควรจะเจาะจงไปที่คนบงการ ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของตึกห้องเช่าที่อยู่ถัดจากรั้วบ้านไปไม่ไกล และจัดหาที่จอดรถให้ลูกค้าไม่เพียงพอ จนต้องมาอาศัยจอดตามริมรั้วและพื้นที่สาธารณะอื่นๆ
ย้อนกลับไปเกือบ 20 ปีที่แล้ว เด็กหนุ่มวาดฝันว่าต้นปีบที่ลงมือปลูกด้วยตัวเองจะค่อยๆ แทงยอดสูงขึ้นไปถึงระดับหน้าต่างห้องนอน นอกจากกรองรังสียูวีในช่วงกลางวันแล้ว ยังหวังว่าจะให้มีกลิ่นดอกปีบโชยเข้ามาอ่อนๆ ตอนนอน
ที่สำคัญรั้วบ้านฝั่งนี้สามารถปลูกอะไรก็ได้เพราะไม่มีสายไฟมาเกะกะ สกัดกั้นอิสระการเจริญเติบโต เหมือนรั้วบ้านอีกด้านหนึ่งที่ปล่อยไว้ว่างเปล่าไม่ได้ปลูกต้นไม้ใดๆ
ฝันค่อยๆ กลายเป็นจริง พร้อมของแถมเป็น “รังนก” ที่กลายเป็นนาฬิกาปลุกธรรมชาติ ส่งเสียงจุ๊บๆ จิ๊บๆ ตอนเช้า
โศกนาฏกรรมรอบล่าสุดดันมาเกิดขึ้นตอนเด็กหนุ่มไม่อยู่บ้าน เลยไม่ทันได้เข้าขัดขวาง รู้ตัวอีกที “ต้นปีบแสนรัก” ก็กลายเป็นเดชไอ้ด้วนยืนเปลือยอยู่ริมรั้วแบบเหงาๆ
ปัญหาคือสถานะของต้นปีบที่ดันไปอยู่นอกรั้วอาจถูกตีความเป็นต้นไม้สาธารณะ แม้จะเป็นน้ำพักน้ำแรงที่เด็กหนุ่มทั้งปลูกและฟูมฟักมาแต่อ้อนแต่ออก หนำซ้ำยังอยู่มาก่อนที่ตึกห้องเช่าจะสร้าง หรือรถยนต์ที่ย้ายมาจอดใต้ต้นไม้นานหลายปี
การรุกคืบของผู้มาใหม่ยังอาจหาญถึงขั้นทำไปโดยพลการมิได้เอื้อนเอ่ยบอกกล่าว และไม่ต้องหวังไปไกลถึงการขออนุญาต หรืออาจเป็นบุญคุณด้วยซ้ำในความปรานีที่ไม่ได้โค่นทิ้งแบบถอนรากถอนโคน แต่ยังเหลือโครงไว้ให้รอการเจริญเติบโตและตัดทิ้งรอบถัดไป
เด็กหนุ่มคิดกลับกัน ถ้าวันดีคืนดี เขาเกิดนึกครึ้มออกไปทุบรถที่จอดริมรั้วข้างบ้านด้วยเหตุผลว่ารถเหล่านั้นมารบกวนนกที่ทำรังบนต้นไม้ เจ้าของรถจะนิ่งเฉยหรือไม่?
ในเมื่อ “คุณค่า” ของต้นปีบไม่ได้มีหน่วยวัดตายตัว อยู่ที่ใครจะเลือกหยิบไม้บรรทัดชนิดใดมาวัด การให้ร่มเงา ผลิตออกซิเจน ที่พักของนก ฯลฯ จึงอาจไม่ใช่คุณค่าของใครอีกหลายคนที่อยากจะได้แค่เพียงลานจอดรถว่างๆ ที่ไม่ต้องพะวงกับขี้นกที่จะมากวนใจในทุกเช้า
ยิ่งหากตีเป็น “มูลค่า” กิ่งก้านต้นไม้ที่ถูกตัดออกไป รวมกับค่าจ้าง “มือมืด” บางคนจึงเห็นว่าถูกกว่าค่าล้างรถและผ้าคลุมรถเป็นไหนๆ
คิดไปคิดมายิ่งฟุ้งซ่าน เด็กหนุ่มตัดสินใจหยิบหนังสือ “ต้นส้มแสนรัก” มาอ่าน แถมแอบคิดเล่นๆ ว่า ถ้า “เซเซ่” ตัวเอกในเรื่องต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เขาจะทำอย่างไร ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีนกมาร้องจุ๊บๆ จิ๊บๆ ข้างหน้าต่างอีกครั้ง







