
'ยากแค้นทั่วแดนดิน' เสียงครวญชาวนา ลดราคาจำนำข้าว
หลายปีดีดักที่ชาวนาต้องผจญกับความยากจน ปลูกข้าวขายไม่ได้ราคา มองไม่เห็นอนาคต ลูกหลานทิ้งไร่นาเข้าเมืองทำงาน
หลายปีดีดักที่ชาวนาต้องผจญกับความยากจน ปลูกข้าวขายไม่ได้ราคา มองไม่เห็นอนาคต ลูกหลานทิ้งไร่นาเข้าเมืองทำงาน ดังนั้น เมื่อมีประกาศว่าจะรับจำนำข้าวในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท จึงเป็นความหวังของโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก
สมาน บัวจ้อย วัยกว่า 60 ปี ชาวนาทุ่งลอ ต.อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา บอกว่า นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำให้ได้ลืมตาอ้าปาก หนี้ที่ติดค้างกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เกือบสองล้านเริ่มชดใช้หมดไปแล้วบางส่วน ทุกวันนี้ทำนา 135 ไร่ มีรายได้ประมาณ 1.2 ล้านบาท ถ้าได้จำนำข้าวราคาดีเช่นนี้อีกไม่กี่ปีต้องปลดหนี้ได้หมดแน่นอน
“เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.มาติดต่อจะให้เงินกู้เพิ่ม เพราะว่ามีรายได้ดีจากการทำนา ผมว่าขอใช้หนี้ให้หมดก่อนดีกว่า เพราะถอยรถไถนาป้ายแดงมา 1 คัน ราคา 8 แสนบาท ดาวน์ 3 แสนบาท คาดว่าภายใน 4 ปี จะผ่อนหมด แต่หากรัฐบาลปรับราคาจำนำข้าวดังกล่าวแล้ว ผมและเพื่อนชาวนาอีกหลายรายเดือดร้อนแน่ รถไถอาจจะถูกยึด หนี้สินอาจจะปลดไม่ได้” ลุงสมาน เล่าถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน
แน่นอน ผืนนาคือชีวิตของชาวนา ปัญหามากมายที่สั่งสมมาแต่อดีต หนี้สินก้อนใหญ่ดูจะเป็นข้อกังวลมากที่สุด ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ทางเลือกของพวกเขานั้นมีไม่มากนัก
“ทำนามา 20 ปีแล้ว แค่พอกิน ทุกปีทำนาแล้วต้องขายข้าวให้กับพ่อค้าคนกลาง แต่ก็ใช่ว่าจะได้ราคาสูง ผีที่ลากถึงป่าช้าไม่เผาก็ต้องฝัง ดังนั้น ทุกปีชาวนาจะเป็นรองพ่อค้าคนกลางเสมอมา ได้เงินน้อยใช้หนี้ก็หมดแล้ว แต่ก็นานี่แหละที่ได้ส่งเสียให้ลูกชายคนเดียวได้เรียนจนจบปริญญาตรีและได้รับราชการ” พิทยา ยะนา หรือป้าต้อย ชาวนาบ้านแม่ใส อ.เมือง จ.พะเยา เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมา
สำหรับอนาคตหลังรัฐบาลลดราคาจำนำข้าว ป้าต้อย บอกว่า “ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะมีเงินใช้หนี้หรือเปล่า”
ราคาจำนำข้าวที่ลดลงถึงตันละ 3,000 บาทนั้น มีค่ามากสำหรับชาวนาในภาวะที่ต้นทุนทุกด้าน ทั้งค่าเช่าที่ดิน ค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ยาฆ่าแมลง ค่าน้ำมันเครื่องสูบน้ำ พุ่งสูงขึ้นตามราคาจำนำหมื่นห้า ยิ่งไปกว่านั้นจากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ก็เปลี่ยนเป็นจำนำได้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ทำให้ชาวนาที่ขยายพื้นที่เพาะปลูกต้องเครียดนัก
“ผมขยายพื้นที่จากเดิมเพียงไม่กี่สิบไร่ มาเป็นกว่า 90 ไร่ เพราะข้าวราคาดีมาก เรียกง่ายๆ ว่าคุ้มทุน ถ้ามาลดราคาจำนำลงต่ำกว่าเดิมที่หวังไว้ แต่ต้นทุนเท่าเดิม ค่าเช่าเท่าเดิม และมีอัตราปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่ชาวนากำลังประสบอยู่ ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่เกษตรกรชาวนาอย่างเราได้รับความเดือดร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม” ลุงสวัสดิ์ ผิวสีนวล ชาวนา ต.วัดโบสถ์ อ.บาง ปลาม้า จ.สุพรรณบุรี รำพึงอย่างอ่อนล้า
“ถ้าปล่อยให้ชาวนาต่อสู้เองแบกภาระหนี้สินเองผมว่าจบกัน ชาวนาขาดทุนอย่างแน่นอน ผมคิดว่าที่รัฐบาลอ้างว่าขาดทุนนั้นไม่ได้เกิดจากชาวนา แต่เกิดจากกระบวนการดำเนินการที่มีขั้นตอนและช่องโหว่เยอะเปิดโอกาสให้โกงกินกัน ชาวนากว่า 90% เดือดร้อนแบบเสียหาย เสียดาย เสียโอกาส ทั้งๆ ที่มองเห็นอยู่ว่าในอนาคตจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ชาวนาเมืองไทยต้องจมปลักอยู่อย่างนี้ แก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ ทำเพื่อใครกันแน่”
ใช่เพียงแต่ชาวนารุ่นเก่า สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสความหวังในอาชีพทำนาจากราคาจำนำข้าว ก็ต้องพบกับความผิดหวัง
ไพบูลย์ คงเปีย หนุ่มวัย 35 ชาว ต.ทับตีเหล็ก อ.เมืองสุพรรณบุรี ซึ่งหันมาทำนาโดยขยายพื้นที่จากที่มีอยู่เดิมเพียง 10 ไร่ ก็ใช้วิธีเช่าที่เพิ่ม จนขณะนี้มีที่นาอยู่กว่า 100 ไร่ เขาเล่าถึงเพื่อนร่วมอาชีพอีกหลายคนที่ละทิ้งการทำไร่อ้อย หรือทำสวนผลไม้มายึดอาชีพทำนา
“ยิ่งข้าวราคาดี ชาวไร่อ้อย ชาวสวนผลไม้ก็หันมาทำนากันเยอะ แต่มาตอนนี้ผมว่าต้องมีทางออกแล้วหละ รัฐบาลทำอย่างนี้ผมว่ารังแกประชาชนชาวนาตาดำๆ ที่ไม่เคยมีพิษมีภัยกับใคร ถ้ามารังแกมากๆ ชาวนาก็พร้อมจะลุกฮือขึ้นมาอย่างแน่นอน”
คำขู่ลุกฮือของชาวนานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรประมาท
ประทุม แสงคำ แกนนำชาวนา ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก บอกว่า การจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท เป็นนโยบายรัฐบาลใช้หาเสียง ชาวนาก็เห็นดีด้วย พอรัฐบาลปรับราคาจำนำลงเท่ากับว่ารัฐบาลพูดโกหก
“บริหารประเทศได้ 3 ปี ยังไม่ครบ 4 ปี ปรับราคาจำนำลงชาวนาเดือดร้อนกันหมด เพราะต้นทุนการทำนาสูงมาก รัฐบาลจะต้องให้เวลาชาวนาได้เตรียมตัว ครั้งนี้ชาวนาตั้งใจทำนาเพื่อใช้หนี้ พอรัฐบาลประกาศลดราคาลงชาวนาเครียด เพราะต้นทุนสูงตามขึ้นมาทั้งหมด ยังไม่รวมปัญหาโรคระบาด ขนาดราคาจำนำตันละหมื่นห้า ยังขายได้เพียงหมื่นนิดๆ เท่านั้น ถ้ารับจำนำตันละหมื่นสอง ขาดทุนถ้วนหน้าแน่นอน”
เสียงร้องทุกข์ของชาวนา เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศกำลังดังระงมทั่วแผ่นดิน สัปดาห์หน้าพวกเขาจะส่งตัวแทนเข้าหารือกับรัฐบาลเพื่อขอความเห็นใจ แม้อาจไม่ได้ราคาจำนำหมื่นห้าเช่นเดิม แต่ก็ขอให้ขยับราคาสูงขึ้นมาอีกนิดหน่อย เพื่อให้พ้นกำแพงต้นทุน
ขณะที่รัฐบาลก็ดูเหมือนจะถอยมาจนสุดขอบผา ภาระหนี้สาธารณะ ภาวะความมั่นคงทางการคลังที่พุ่งสูงจากนโยบายจำนำข้าว ทำให้รัฐบาลเองก็คงถอยไปไม่ได้อีกแล้วเช่นกัน







