posttoday
เรื่องของ ประเสริฐ แซ่บู๊

เรื่องของ ประเสริฐ แซ่บู๊

22 มิถุนายน 2556

ในปีเดียวกันนี้ ผมสูญเสียเพื่อนรักที่เรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ

ในปีเดียวกันนี้ ผมสูญเสียเพื่อนรักที่เรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ

ในบทต้นๆ ตอนว่าด้วย ยังเป็นนักเรียนประจำ เรียนอยู่ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผมเล่าว่า ผมมีเพื่อนที่เป็นคนบ้านเดียวกันไปเรียนอยู่ด้วยกัน เขาคือ ประเสริฐ แซ่บู๊ เพื่อนรักที่สุดของผมคนหนึ่ง ที่ผมไม่สามารถที่จะลืมได้

ตอนเรียนอยู่ที่บีซีซี เสริฐ ใช้แซ่ว่า บู๊ และเป็นคนบู๊สมชื่อ เขาไม่เคยรังแกใคร แต่ไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงทั้งตนเองและเพื่อน

เสริฐ เป็นหนึ่งในห้าเสือสุพรรณ อันประกอบด้วย เสนอ พึ่งเจียม เชาวน์ สุวรรณสถิต ประเสริฐ แซ่บู๊ ประมนต์และประสาท สุธีวงศ์ ความจริงเสนอและเชาวน์ต้องถือว่าตามกำเนิดเป็นคนชัยนาท เพราะอยู่ อ.หันคา แต่อำเภอนี้อยู่ติด อ.เมือง ของสุพรรณบุรีมากกว่า อ.เมือง ของชัยนาท เราจึงสนิทสนมกันและเป็นเครือญาติห่างๆ กันด้วย ทั้งหมดนี้จึงถูกขนามนามว่า “พวกสุพรรณ”

เมื่อเรียนจบมัธยมปีที่ 6 แล้วก็แยกย้ายกันไป ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ประเสริฐกลับบ้านที่สุพรรณและทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกไม้และทำไม้ตามคำชวนของพี่เขย ซึ่งมีกิจการทำไม้

เสริฐเป็นคนเรียนพอใช้ได้ แต่ชอบทางผาดโผนมากกว่า งานออกป่าทำไม้ใช้ชีวิตอยู่ในชนบท จึงถูกกับนิสัยนักเลงและชอบเรื่องปืนผาหน้าไม้ เป็นของโปรดของประเสริฐ เขาเคยเล่าว่าฝึกยิงปืนเป็นประจำ และสามารถยิงได้แม่นยำ อาชีพทำไม้ก็ต้องมีอาวุธพกติดตัวเป็นเรื่องธรรมดา

ระหว่างที่ผมเรียนอยู่ต่างประเทศ เราไม่ได้มีการติดต่อกันมากนัก เพราะสมัยนั้นสื่อที่ติดต่อกันได้คือ จดหมายเท่านั้น

ตอนนั้นมาทราบแต่เลาๆ ว่า ประเสริฐเกิดเรื่องขั้นคอขาดบาดตาย ต้องติดคุก เพราะยิงพี่เขยและน้องสาวที่ทำไม้อยู่ด้วยกันเสียชีวิตทั้งคู่ แต่ไม่มีโอกาสได้ทราบรายละเอียดเลยจนกระทั่งกลับมาประเทศไทยแล้ว

ทันทีที่กลับมาเมืองไทย ผมได้ไปเยี่ยมเสริฐในเรือนจำที่ จ.จันทบุรี ประเสริฐเล่าให้ฟังว่า เขาต้องยิงทั้งคู่ตายเพราะพี่เขยแอบเป็นชู้กับน้องสาวซึ่งสมยอมด้วย เขาเตือนทั้งคู่หลายครั้งว่าให้เลิกกระทำเช่นนั้นเสียเพราะเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ในเมื่อทั้งคู่ยังไม่เชื่อฟังเขาจึงตัดสินใจดำเนินการไปตามที่เขาคิดว่าสมควร

ผมรู้นิสัยประเสริฐดี เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เล็กๆ และพอเข้าใจว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจเช่นนั้น ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่บ้าบิ่นถึงขนาดนั้น และทราบว่าพี่สาวเสริฐเองก็รับไม่ได้ที่สามีถูกยิงตายและไม่ยอมพูดจากับประเสริฐอีกเลย

เสริฐใช้กรรมที่เขากระทำโดยติดคุกอยู่จนครบวาระ ระหว่างนั้นผมส่งเสียให้ประเสริฐเดือนละ 500 บาท ทุกเดือน มันอาจไม่ใช่เงินมากมายอะไร แต่เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วก็ไม่ใช่น้อยนิด อยู่ในคุกถ้าพอมีเงินหาความสะดวกหรือซื้อหาอะไรได้บ้างก็พอผ่อนปรนความลำบากของชีวิตไปได้ ผมมีญาติผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยกับข้าราชการผู้ใหญ่ที่ดูแลทางเรือนจำ จึงได้ขอให้ช่วยดูแลเสริฐบ้าง ก็พอผ่อนหนักเป็นเบา

เสริฐติดคุกอยู่จนถึงปี 2512 หรือ 2513 จึงพ้นโทษออกมา มีของขวัญที่ถือติดมือมาฝากผมวันที่พ้นโทษ เป็นเสือไม้หอมแกะสลักฝีมือก็พอประมาณ แต่ที่สำคัญคือเสริฐบอกว่านั่งแกะสลักให้ผมด้วยใจ และเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถจะแสดงความขอบใจได้

จากนั้นเสริฐกลับไปประกอบอาชีพทำไม้เช่นเดิมกับเพื่อนที่เคยหากินทางนี้อยู่ เขาข้ามไปหากินทางฝั่งประเทศลาว จนได้พบภรรยาที่เป็นแม่ของลูกสาว 4 คนของเขา คุณกนกศรี คือภรรยาของเสริฐ เธอเป็นคนไทย เกิดที่ จ.สกลนคร แต่ตามพ่อไปทำมาหากินอยู่ที่ประเทศลาวหลังจากที่แม่เสียชีวิต

ศรีเล่าให้ฟังว่าตอนที่ประเสริฐพบรักกับเธอนั้น เธอต้องเลือกระหว่างประเสริฐกับเพื่อนที่เป็นเจ้านายของประเสริฐที่ทำไม้อยู่ด้วยกัน เธอมีใจโน้มเอียงที่จะตกลงกับเพื่อนของเสริฐ แต่พ่อเธอบอกว่าเขาดูแล้วว่าประเสริฐเป็นคนจริงใจ และจะเป็นที่พึ่งของลูกได้ แนะนำให้แต่งงานกับเสริฐ ถึงแม้เธอจะเล่าประวัติของประเสริฐให้พ่อเธอฟัง แต่พ่อเธอก็ยังยืนยันว่าเขาดูคนไม่ผิด

ศรีและเสริฐแต่งงานกันและกลับมาทำงานที่เมืองไทยแถวๆ บ้านเกิดของประเสริฐ คือ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

ระยะนั้นเป็นช่วงจังหวะที่น้องชายผมคือ ประสาท สุธีวงศ์ ซึ่งมีภรรยาเป็นคนเมืองเพชรบุรีในตระกูล อึ้ง ง้วนไต๋ ที่เป็นเอเย่นต์ใหญ่ของรถอีซูซุ เข้าหุ้นกับพ่อตาซื้อโรงงานน้ำตาลปราณบุรีจากบริษัทญี่ปุ่น น้องชายและภรรยา คือ คุณวิกุล ร่วมกับน้องๆ ของคุณวิกุล ช่วยกันบริหารจัดการโรงงานน้ำตาล

ผมปรึกษากับน้องว่า ควรชวนประเสริฐมาคุมงานที่ไร่อ้อยที่โรงงานน้ำตาลเป็นเจ้าของอยู่หลายร้อยไร่ เพราะเป็นคนไว้วางใจได้ การทำไร่อ้อยสมัยนั้นต้องถึงลูกถึงคน ถ้าไม่เข้มแข็ง คุมคนงานไม่ได้ จุดรั่วไหลมีมากมาย ตั้งแต่บัญชี คนงานผี ไปถึงค่าซ่อมแซมยานพาหนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในไร่หลายชนิด ปุ๋ยและเคมีภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย สาเหตุหนึ่งที่ทางบริษัทญี่ปุ่นตัดสินใจขายโรงงานเพราะควบคุมไม่ได้ทั่วถึง

น้องชายเห็นด้วยกับความคิดของผมและชวนให้ประเสริฐไปเป็นผู้จัดการไร่ เสริฐยินดีตอบรับและบอกว่าจะได้ปักหลักเป็นเรื่องเป็นราว เพราะลูกเริ่มโตขึ้นมาแล้ว ศรีภรรยาเสริฐบอกว่าดีใจมากที่จะมีงานถาวร จะได้ดูแลลูกๆ ได้เต็มที่ ผมเคยพาลูกๆ ไปเยี่ยมเสริฐและครอบครัวที่ไร่เป็นครั้งคราว เด็กๆ ชอบเขามากเพราะจะพาไปตกปลาและเล่นน้ำ เคยจับลูกกระจงตัวเล็กๆ ในป่าละเมาะได้และนำมาให้เด็กๆ เลี้ยง

เสริฐเข้าไปจัดการคุมไร่อ้อยอย่างเข้มแข็ง แต่การเข้มแข็งเกินไปเพราะไปขัดผลประโยชน์ของพวกหัวหน้าคนงานเก่าๆ ที่เคยมีนอกมีในมาตลอด ทำให้มีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ

น้องชายเคยขอเสริฐว่าพี่ๆ ปล่อยมันบ้างก็ได้ เสียเล็กเสียน้อยพอทนได้ แต่เสริฐไม่ยอม บอกว่าเขามีความรับผิดชอบที่ต้องดูแลการทำงานให้เรียบร้อย

ความรุนแรงมีมากขึ้นจนวันหนึ่งลูกน้องของประเสริฐเกิดเรื่องและยิงคนงานตายไปคนหนึ่งและหลบหนีไป เสริฐไม่รู้เรื่องและไม่ได้อยู่เบื้องหลังความตายนั้น แต่ฝ่ายเสียหายเหมาเอาว่าประเสริฐเป็นผู้บงการและสนับสนุน จึงหาทางที่จะกำจัดประเสริฐ

เช้าของวันที่ 9 ก.ย. 2530 ประเสริฐออกตรวจไร่อ้อยด้วยตัวคนเดียว ไม่มีลูกน้องหรืออาวุธติดตัวไปด้วย คนร้ายกลุ่มหนึ่งซุ่มยิงเสริฐด้วยอาวุธสงคราม คือ เอ็ม 16 ถึงชีวิตทันที

เรื่องนี้เป็นตราบาปที่ติดใจผมอยู่เสมอมา

ถ้าผมไม่ชักชวนให้เสริฐไปช่วยงานที่ไร่อ้อย เสริฐคงไม่ตาย

น้องชายผมได้ดูแลอุปการะภรรยาและลูกของเสริฐที่เป็นผู้หญิงทั้งสี่คนจนจบการศึกษา

ปัจจุบันศรียังช่วยงานให้กับพี่ๆ น้องๆ ของผม และมีอาชีพส่วนตัวบ้างเล็กน้อย ไม่ขัดสนประการใด ลูกๆ โต มีอาชีพหรือมีครอบครัวไปบ้างแล้วตามวัย

ขออาลัย ประเสริฐ เพื่อนรัก ผู้ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท