posttoday
กระชับเครือข่าย โอกาสเศรษฐกิจไทยแกร่ง

กระชับเครือข่าย โอกาสเศรษฐกิจไทยแกร่ง

21 มิถุนายน 2556

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ผ่านมากว่า 5 ปี ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศทั่วโลกแตกต่างกันไป หลายประเทศต้องพยายามหาทางออกและมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้สั่นคลอนและสามารถเติบโตต่อไปได้

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ผ่านมากว่า 5 ปี ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศทั่วโลกแตกต่างกันไป หลายประเทศต้องพยายามหาทางออกและมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้สั่นคลอนและสามารถเติบโตต่อไปได้

ในช่วงศตวรรษที่ 20 หลายประเทศเริ่มเห็นความสำคัญของการมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจ โดยมีการรวมกลุ่มทางการค้า การลงทุน และเปิดการค้าเสรีอย่างมากมาย ทำให้หลายประเทศที่เคยอยู่โดยลำพัง เริ่มแสวงหาพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นมากขึ้น

มาถึงศตวรรษที่ 21 นี้ คำว่า “โลกที่ไร้พรมแดน” ยิ่งชัดเจนมากขึ้น แม้กระทั่งประเทศพม่า ที่ปิดประเทศและไม่คบหาสมาคมกับชาวโลกมายาวนานถึง 50 ปี ก็ยังต้องหันกลับมาร่วมทลายพรมแดนบางส่วนออก เพื่อเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนและค้าขายมากขึ้น โดยเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งในวันนี้ กลุ่มประเทศตะวันตกได้ยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าไปแล้ว พม่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นประเทศที่โลกต้องการเข้าไปลงทุนและค้าขายมากที่สุดแห่งหนึ่ง ล่าสุด IMF คาดการณ์เศรษฐกิจพม่าจะขยายตัวในปี 2556 นี้ ได้ถึง 6.30%

ส่วนกลุ่มเศรษฐกิจที่ยังน่าสนใจและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้การขยายตัวจะลดลงบ้างในปีนี้ก็ตาม คือ กลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ที่นาย Jim O’Neill นักวิจัยของ Goldman Sachs เคยทำนายไว้ว่า ภายในปี 2578 จะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ากลุ่ม G7 (แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐ)

กลุ่ม BRICS นี้ยังคงเหนียวแน่นและมีความสำคัญอยู่มาก เพราะมีจีนที่เป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจ เป็นหัวขบวนใหญ่รวมอยู่ด้วย

สำหรับ BRICS หากรวมประชากรกันแล้ว มีมากถึง 3,000 ล้านคน และมีขนาด GDP รวมกันสูงถึง 14.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จึงทำให้นับวันจะยิ่งมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

อีกกลุ่มหนึ่งที่นาย John Bowler, Director of Country Risk Service of the Economist Intelligence Unit ได้ตั้งชื่อกลุ่มประเทศ CIVETS (โคลัมเบีย อินโดนีเซีย เวียดนาม อียิปต์ ตุรกี และแอฟริกาใต้) กล่าวว่า แม้จะไม่สามารถสู้จีนและอินเดียที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งบราซิลกับรัสเซียที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากได้ก็ตาม แต่ด้วยจำนวนประชากรของ CIVETS ที่มากพอควรและมีทรัพยากรธรรมชาติมากเช่นกัน จึงคาดการณ์ไว้ว่าในทศวรรษหน้าจะเป็นขุมทองทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก

จะเห็นได้ว่า หลายประเทศในโลกอยู่ในสายตาของนักสังเกตการณ์ทางเศรษฐกิจ ว่าจะมีอนาคตทางเศรษฐกิจที่สดใสหรือไม่

จากสถานการณ์นี้ ยิ่งทำให้แต่ละประเทศต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดการยอมรับการเข้าร่วมกับกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้มากที่สุด ที่ชัดเจนแล้วคือ กลุ่ม BRICS มีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และเป็นกลุ่มภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี ส่วน CIVETS กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นมา แต่จะเป็นจริงอย่างที่นาย John Bowler กล่าวไว้หรือไม่ คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับประเทศไทย ยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มทั้ง BRICS และ CIVETS ในวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ไทยจะหลุดจากวงโคจรความสนใจของชาวโลก เพราะไทยก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ที่เป็นกลุ่มระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และไทยยังมีข้อตกลงทางการค้า การลงทุน และบริการแบบทวิภาคีและพหุภาคีอีกมาก รวมทั้งกำลังพิจารณาจะเข้าร่วมในการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TransPacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) และความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) อีกด้วย

โลกในวันนี้ เป็นโลกแห่งเครือข่าย (Networking) ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับโลกที่โยงใยถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ประเทศที่มีเครือข่ายทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ มากกว่าย่อมได้เปรียบ เพราะการจะอยู่โดยลำพังแบบไร้พันธมิตรหรือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแทบเป็นไปไม่ได้

การจัดวางน้ำหนักความสำคัญและระดับความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุนกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จะมีส่วนสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะมีบทสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่ทรัพยากรธรรมชาติของโลกเริ่มมีจำกัดและในบางกรณีเริ่มขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร พลังงาน วัตถุดิบ และแหล่งเงินทุนที่มักจะกระจุกตัว ซึ่งถือว่าเป็นความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ และมีแนวโน้มความไม่สมดุลเพิ่มมากยิ่งขึ้น

การเตรียมความพร้อมของประเทศในการรองรับปัญหาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่รัฐต้องสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกประเทศจะต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และมีการวางยุทธศาสตร์เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายนั้นโดยเร็ว

หากติดตามความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจโลก ก็จะพบว่าหลายประเทศในวันนี้ กำลังปฏิรูปหรือปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจใหม่ของโลก

อย่างประเทศในกลุ่มตะวันตกที่รวมญี่ปุ่นด้วย กำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งกำลังเตรียมเปิดการเจรจาความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุน ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วย

ส่วนประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงมา 2 ทศวรรษอย่างจีนเอง ก็เริ่มมีการปรับนโยบายที่เคยสนับสนุนและส่งเสริมการส่งออกมาเป็นการผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น

อินเดียก็มีความพยายามจะปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นเสรีมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้

ส่วนประเทศอย่างพม่าที่ปกครองโดยรัฐบาลทหารมายาวนาน และมีคนยากจนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็ลุกขึ้นมาเปิดประเทศ โดยการผลักดันแนวนโยบายให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยและมีเศรษฐกิจเสรีมากขึ้น

วันนี้ดูเหมือนหลายประเทศที่อยู่ในกระแสข่าว ต่างขะมักเขม้นในการวางแผนเศรษฐกิจของประเทศตนเอง

สำหรับประเทศไทยที่มีระบบเศรษฐกิจเสรี มีเครือข่ายทางเศรษฐกิจกับโลกตลอดมา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะใช้ความได้เปรียบซึ่งสะสมมานานปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้ทันสมัย เป็นที่ยอมรับของนานาชาติและอาเซียนมากยิ่งขึ้น เพื่อความแข็งแรงและยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท