
ไทยเฉือนเนื้ออุ้มแผนจำนำข้าว
นโยบายรับจำนำข้าวของไทยยังคงเป็นที่จับจ้องของสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ไคลด์ รัสเซลล์ นักวิเคราะห์ตลาดของรอยเตอร์ส ได้ให้ความเห็นว่าในที่สุดรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยอมทำเรื่องที่สมเหตุสมผลกับนโยบายรับจำนำข้าว ด้วยการลดวงเงินรับจำนำลง 20% ที่ตันละ 1.2 หมื่นบาท แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยให้ปัญหาใหญ่คลี่คลายลง เพราะแม้การลดวงเงินจะช่วยลดแรงกดดันต่องบประมาณแผ่นดินและช่วยให้โครงการยั่งยืนขึ้น ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้ข้าวปริมาณมหาศาลในโกดังลดลง
นโยบายรับจำนำข้าวของไทยยังคงเป็นที่จับจ้องของสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ไคลด์ รัสเซลล์ นักวิเคราะห์ตลาดของรอยเตอร์ส ได้ให้ความเห็นว่าในที่สุดรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยอมทำเรื่องที่สมเหตุสมผลกับนโยบายรับจำนำข้าว ด้วยการลดวงเงินรับจำนำลง 20% ที่ตันละ 1.2 หมื่นบาท แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยให้ปัญหาใหญ่คลี่คลายลง เพราะแม้การลดวงเงินจะช่วยลดแรงกดดันต่องบประมาณแผ่นดินและช่วยให้โครงการยั่งยืนขึ้น ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้ข้าวปริมาณมหาศาลในโกดังลดลง
นับตั้งแต่เริ่มใช้นโยบายรับจำนำข้าวในเดือน ต.ค. 2554 ไทยมีข้าวในสต๊อกแล้วถึง 17 ล้านตัน ในขณะที่โกดังเก็บข้าวก็ไม่เหลือพื้นที่สำหรับเก็บข้าวล็อตใหม่ในฤดูกาลผลิตหน้า ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือน พ.ย.นี้อีก
ที่สำคัญก็คือ หากไทยต้องการส่งออกข้าวในปีนี้ให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 8.5 ล้านตัน รัฐบาลต้องยอมหั่นราคาขายข้าวให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก โดยเฉพาะกับราคาของเวียดนาม ซึ่งการระบายข้าวของไทยก็ยังอาจฉุดให้ราคาในตลาดเอเชียปรับตัวลงจากราคาในปัจจุบัน พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่อตลาดและการผลิตข้าวในประเทศอื่นๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยต้องตอบคำถามให้ได้ว่าพร้อมที่จะขาดทุนมหาศาลจากการขายข้าวในราคาตลาด ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่
แม้คณะกรรมการข้าวแห่งชาติจะยอมรับว่า รัฐบาลขาดทุนถึง 1.36 แสนล้านบาท เฉพาะในฤดูกาลผลิต 2554/2555 แต่เป็นที่คาดกันว่าตัวเลขที่แท้จริงทั้งหมดจนถึงปัจจุบันจะสูงกว่านั้นมาก เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลจะสามารถขายข้าวในราคาที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งยังไม่นับรวมความเสี่ยงจากปัญหาข้าวเน่าค้างสต๊อกอีก
รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจออกแผนประชาไม่นิยม ด้วยการลดราคารับจำนำข้าวไปก๊อกแรกแล้ว และตอนนี้รัฐบาลก็อาจจำเป็นต้องเดินหน้าต่ออีกครั้ง ด้วยการหันมายอมรับการขายข้าวในราคาตลาดโลก
นอกจากเรื่องข้าวของไทยแล้ว ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติก็ยังคงเป็นที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยรอยเตอร์สและเอเอฟพี รายงานอ้างธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งออกโรงเตือนอีกครั้งว่ากรุงเทพฯ และมหานครอีกหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และกลุ่มประเทศซับ ซาฮารา ในแอฟริกา เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน
รายงานของเวิลด์แบงก์ ซึ่งอ้างอิงมาจากรายงานผลการศึกษาก่อนหน้านี้ในปลายปี 2555 ระบุว่า พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ถึง 40% อาจเผชิญกับภาวะน้ำท่วมภายใน 20 ปีข้างหน้านี้ หากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอีกเพียงแค่ 2 องศาเซลเซียส และภาวะน้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็จะเป็นเพียงแค่หนึ่งในภัยธรรมชาติจากหลากหลายรูปแบบ ซึ่งยังรวมถึงภาวะแล้งจนไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตร การเกิดคลื่นความร้อนฉับพลัน และการเกิดไซโคลนที่มีความรุนแรงมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น







