
สงครามดารา
การเลือกตั้งซ่อม สส.เขตดอนเมือง เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. แทนคุณ จิตต์อิสระ ชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย ยุรนันท์ ภมรมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากันประมาณ 2,000 คะแนน หรือประมาณ 3% ของผู้มาใช้สิทธิ
การเลือกตั้งซ่อม สส.เขตดอนเมือง เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. แทนคุณ จิตต์อิสระ ชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย ยุรนันท์ ภมรมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากันประมาณ 2,000 คะแนน หรือประมาณ 3% ของผู้มาใช้สิทธิ
คะแนนเสียงที่ต่างกันอาจถือว่าไม่มากนัก แต่ก็มีนัยสำคัญ เพราะถ้าหวุดหวิดหรือฉิวเฉียด ก็คงต่างกันเพียงหลักร้อยเท่านั้น
ศึกครั้งนี้มีความหมายสำคัญสำหรับทั้งสองพรรค โดยในกรณีของ ปชป. เป็นการปักธงลงในเขตนี้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 37 ปี และสำหรับเพื่อไทย มีความจำเป็นต้องรักษาพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มผู้สนับสนุนทั่วประเทศมั่นใจว่ากระแสของพรรคไม่ได้แผ่วลงจากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าการบริหารงานของรัฐบาล
ทั้งสองพรรคเห็นความสำคัญของรูปลักษณ์ภายนอก จึงต่างส่งอดีตพระเอกหน้าตาหล่อเหลาลงสนามเลือกตั้ง โดยแทนคุณอยู่ในพื้นที่มาก่อนแล้ว ส่วนเพื่อไทยก็ตอบโต้ด้วยการให้ยุรนันท์ลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อมาลงแข่ง
การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยกว่าครั้งอื่นๆ ไม่มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตหรือซื้อเสียง ไม่มีความรุนแรง ไม่มีแม้แต่ข่าวการตอบโต้โจมตีกันด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน
เหตุผลน่าจะเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายต่างทราบดีว่า คนกรุงเทพฯ อิดหนาระอาใจกับข่าวม็อบชนม็อบ ไม่ว่าจะม็อบแท้หรือม็อบเทียม เพื่อต่อต้านและขัดขวางกิจกรรมทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งตัวผู้สมัครเองก็คงอยากจะรักษาภาพลักษณ์ของความเป็นพระเอกไว้ไม่ให้มัวหมอง
หลังการเลือกตั้ง กลุ่มก้อนและพรรคการเมืองต่างๆ น่าจะได้บทเรียนและข้อคิดสำหรับการกำหนดแนวทางทางการเมืองในอนาคต ดังนี้
หนึ่ง สำหรับเพื่อไทย สาเหตุที่ทำให้แพ้ไม่น่าจะเป็นเพราะมีเวลาหาเสียงน้อยดังที่กล่าวอ้างกันทั้งพรรค และที่ยืนยันว่าจะไม่มีผลต่อการเลือกตั้งทั่วไป ก็ไม่น่าจะจริง
ผู้สมัครเองก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ โดยการโทษตัวเองแทนการโทษกระแสพรรคที่ตกต่ำลง และบอกว่าถึงจะไม่มีตำแหน่งก็ทำงานได้ แต่ก็เชื่อว่าพรรคจะต้องรีบเยียวยาด้วยการหาตำแหน่งที่น่าพอใจให้ในไม่ช้า
เท่าที่ผมลองสอบถามดู เกือบทุกคนเชื่อว่าเป็นเรื่องของศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลมากกว่าเรื่องคุณสมบัติส่วนตัว
เริ่มต้นด้วยเรื่องน้ำท่วมใหญ่ 2 ปีก่อน เขตดอนเมืองเสียหายหนัก ทั้งๆ ที่เป็นที่สูงหรือที่ดอน ซึ่งในอดีตไม่เคยถูกท่วมรุนแรงมาก่อน
สำหรับคนที่บ้านไม่ถูกน้ำท่วม เหตุการณ์ครั้งนั้นอาจจะเริ่มลืมเลือนแล้ว แต่สำหรับคนดอนเมือง ความเจ็บปวดยังไม่หายไปง่ายๆ ยิ่งเมื่อกาลเวลาผ่านมาอีกเกือบ 2 ปี การเตรียมการป้องกันเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ก็ยิ่งตอกย้ำความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล
นอกจากนี้ ผลงานด้านอื่นๆ ก็ไม่ใคร่เข้าตาคนกรุงเทพฯ แม้แต่โครงการรถยนต์คันแรกที่หลายคนได้ประโยชน์ แต่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด นำไปสู่ปัญหารถติด และทำให้เกิดมลภาวะมากขึ้น
โครงการอื่นๆ เช่น จำนำข้าว ก็กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ทั้งในเรื่องความไม่โปร่งใส ทุจริตคอร์รัปชัน ได้ไม่คุ้มเสีย และจะเป็นภาระทางภาษีของประชาชนในอนาคต
หากรัฐบาลยังไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารงาน ความนิยมก็มีแต่จะยิ่งลดลง จนส่งผลถึงการเลือกตั้งใหญ่ใน 2 ปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
สอง สำหรับ ปชป. ถึงจะชนะทั้งการเลือกตั้งซ่อมและการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร แต่ก็ไม่ควรหลงระเริงจนละเลยการปฏิรูปและการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ปชป.มีความสามารถหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเห็นได้จากจำนวนคะแนนเสียงที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่เป็นเพราะคะแนนเสียงของเพื่อไทยลดลง หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะเพื่อไทยแพ้ภัยตัวเองนั่นเอง
ที่ผ่านมา ปชป.ไม่ได้มีนโยบายหรือจุดยืนที่เด่นชัดว่าจะนำพาประเทศชาติให้รุดไปข้างหน้าได้อย่างไร แม้แต่ในช่วงที่ได้เป็นรัฐบาลเมื่อ 34 ปีก่อน ก็ทำได้เพียงยืมนโยบายประชานิยมมาใช้บ้างเท่านั้น ซึ่งเมื่อถึงฤดูเลือกตั้งก็พิสูจน์ชัดว่าไม่ได้ทำให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นแต่ประการใด
ถึงเวลาที่ควรต้องยอมรับว่า ระบบการบริหารงานภายในยังล้าหลังกว่าของพรรคเพื่อไทย ที่ชนะเลือกตั้งซ่อมเป็นเพราะกระแสของเพื่อไทยกำลังตกต่ำ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ของเพื่อไทยจะมีแต่ทรงกับทรุดตลอดไป หากดูอดีตเป็นตัวอย่าง จะเห็นว่ากลุ่มไทยรักไทยเดิม หรือเพื่อไทยในปัจจุบัน มีความสามารถในการพลิกฟื้นสถานการณ์จากที่ตกเป็นรองให้กลับมาเป็นต่อได้
หาก ปชป.ยังไม่พัฒนาระบบการบริหารงานภายในให้ทันสมัย โอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไปก็ยังมองไม่เห็น
สาม สำหรับพรรคอื่นๆ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ทำให้เกิดความเด่นชัดยิ่งขึ้นว่า การเมืองไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นระบบ 2 ขั้ว จนแทบจะไม่เหลือที่ยืนให้กับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กอีกต่อไป
ถ้าผมบวกเลขไม่ผิด จำนวนคะแนนเสียงที่ผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ ได้รับ รวมกันทั้งหมดยังไม่ถึง 2% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และน้อยกว่าจำนวนบัตรของผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเสียอีก
ลองนึกภาพว่า ผู้สมัครแต่ละคนน่าจะมีทีมงานที่อยู่ในพื้นที่ และทีมงานต่างลงคะแนนให้ผู้สมัครของตน เมื่อหักส่วนนี้ออก จะแทบไม่เหลือคะแนนที่ได้จากศรัทธาหรือการหาเสียงจริงๆ
ข้อสุดท้าย สำหรับทั้งคนนอกและคนในที่กำลังวางแผนจะตั้งพรรคใหม่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป ผมขอแนะนำให้เลิกล้มความตั้งใจได้แล้ว เพราะจะเป็นการเปลืองตัวและเปลืองเงินโดยไร้ประโยชน์ เว้นเสียแต่จะต้องการให้ตัวเองเป็นข่าวเท่านั้น ซึ่งก็คงเป็นได้ไม่กี่วันในช่วงก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น
หากทำใจไม่ได้ที่จะร่วมสังฆกรรมกับพรรคใหญ่ขั้วใดขั้วหนึ่ง การอยู่วงนอกทำตัวเป็นคนดูก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด







