
ประชานิยมลวงตาวิกฤตรัฐบาล
กิจกรรมใหญ่ของการจำนำข้าว คือการสต๊อกข้าว การจัดการกับการสต๊อกข้าว พอได้ข้าวมาอยู่ในสต๊อกแล้ว คุณต้องการจะทำอย่างไรกับข้าว
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“กิจกรรมใหญ่ของการจำนำข้าว คือการสต๊อกข้าว การจัดการกับการสต๊อกข้าว พอได้ข้าวมาอยู่ในสต๊อกแล้ว คุณต้องการจะทำอย่างไรกับข้าว...จะเก็บสต๊อกนานแค่ไหน ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ข้าวออกมาเรื่อยๆ ไม่ใช่ น้ำมัน ที่พอปิดก๊อก ก็เป็นสต๊อกเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีอะไรเสียหาย”
เป็นการวิเคราะห์เชิงตั้งคำถามของ “อัมมาร สยามวาลา” นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่มีต่อนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2554 หลังจากรัฐบาลเข้าทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจารย์อัมมารได้มองว่านโยบายนี้จะสร้างปัญหาในอนาคต
เสียงที่ดังออกมาจากทีดีอาร์ไอในวันนั้นได้ถูกโจมตีจากพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพวกที่ไม่อยากเห็นชาวนาลืมตาอ้าปากได้ ไปจนถึงการดูแคลนว่ามองนโยบายรัฐบาลด้วยความอคติ แต่มาในปี 2556 คำทำนายบนหลักวิชาการของนักวิชาการทีดีอาร์ไอท่านนี้ได้ปรากฏให้เห็นเป็นจริงแล้ว
ปัจจุบันไม่ว่าจะจับนโยบายจำนำข้าวไปในส่วนไหนก็พบว่ามีปัญหาไปเสียทั้งหมด ตั้งแต่ ปัญหาการขาดทุน แม้รัฐบาลจะบอกว่าขาดทุนไม่ถึง 2.6 แสนล้านบาท แต่ก็ยอมรับโดยดุษณีว่าโครงการนี้ขาดทุนจริง ซึ่งจนถึงขณะนี้สังคมได้รับคำตอบจากรัฐบาลแค่การบอกว่า “เป็นความลับ”
เช่นเดียวกับ ปัญหาการจัดการข้าวในสต๊อก สะท้อนได้จากกรณีข้าวที่เต็มไปด้วยมอดในโกดังเก็บข้าวที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แทนที่รัฐบาลจะเร่งชี้แจงทำความเข้าใจ แต่กลับใช้วิธีทางการเมืองอย่างการอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามใส่ร้าย ทำให้ยิ่งตอกย้ำว่ารัฐบาลอยู่ในช่วงด้อยประสิทธิภาพแบบโงหัวไม่ขึ้น
ล่าสุดรัฐบาลได้ส่งสัญญาณแห่งความล้มเหลวออกมาแล้วด้วยการประกาศลดราคารับจำนำจาก 1.5 หมื่นบาท เหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อเกวียน แสดงให้เห็นว่าในระยะยาวนโยบายประชานิยมรากหญ้านี้กำลังจะไปต่อไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นเพียงหนึ่งในปัญหาของประเทศเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลเคยบอกว่าเป็นสรรพคุณทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับอย่างมหาศาล แต่พอลงมือทำแล้วกลับกลายเป็น “นโยบายประชาระทม” แทน
ตัวอย่างความล้มเหลวที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั้งที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขั้นให้เป็นนโยบายเร่งด่วนในปีแรกของรัฐบาลตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554
อาทิ “การชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ต่อเนื่องด้วย “การดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต” ควบคู่ไปกับการประกาศเดินหน้า “ค่าแรง 300 บาท” และ “เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท”
ไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐบาลทำไม่ได้เพราะได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้วอย่างการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ซึ่งก็มีผลทันทีในช่วง “พิชัย นริพทะพันธุ์” เป็น รมว.พลังงาน ในช่วงต้นรัฐบาล ทว่าสถานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบจนต้องกู้เงินมาโปะเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ ถึงที่สุดแล้วต้องกลับมาจดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ตามปกติ
ไม่ต่างอะไรกับมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาลูกโซ่มาจากการที่รัฐบาลก็ไม่อาจสามารถควบคุมราคาพลังงานได้ จนก่อให้เกิดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้น
ล่าสุดรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า “ปี 2555 ประชาชนได้ก่อหนี้เพิ่มในอัตราที่มากกว่ารายได้ เมื่อพิจารณาหนี้สินต่อรายได้ในปีดังกล่าวพบว่าหนี้สินต่อรายได้อยู่ที่ 0.82 เท่า เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 0.74 เท่า”
ในรายงานดังกล่าวได้บอกว่าปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาจากการขอสินเชื่อในโครงการรถคันแรก อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าตลอด 2 ปีในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลสอบตกลงอย่างสิ้นเชิง คือ ผลการสำรวจของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งได้สอบถามความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ 60 คน จาก 30 องค์กรชั้นนำ ปรากฏว่าให้คะแนนรัฐบาลเพียง 4.08 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน
นอกเหนือไปจากนโยบายประชานิยมที่แปรสภาพเป็นนโยบายประชาระทมแล้ว “นโยบายสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย” ที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาไว้ว่าเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนก็ได้สร้างความระทมไม่แพ้กับนโยบายเศรษฐกิจ
รูปธรรมของความระทมในส่วนนี้ คือ การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาลดทอนเสรีภาพของประชาชนผ่านมาตรา 68 และร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง พ่วงด้วยกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเกิดความแคลงใจว่าเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่
เมื่อนโยบายของรัฐบาลกำลังสิ้นมนต์ขลังแล้ว จึงไม่ได้เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลต้องเผชิญกับแรงเสียดทานอยู่ในขณะนี้ และมีท่าทีจะทวีความรุนแรงต่อเนื่องจนกว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และคณะรัฐมนตรีจะสามารถพิสูจน์ว่ามีดีกว่าการใช้คำพูดเท่านั้น







