posttoday
หั่นงบไทยเข้มแข็ง3กระทรวง

หั่นงบไทยเข้มแข็ง3กระทรวง

18 เมษายน 2553

 

ไตรรงค์สั่งเดินหน้าโครงการต่อไปตั้งใจกระตุ้นโดยไม่ใช้เงินกู้4แสนล.โพสต์ทูเดย์ — รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการไทยเข้มแข็ง จี้ 3 กระทรวงทบทวนงบลงทุนใหม่ ตั้งใจไม่ใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการกำหนดให้ทุกหน่วยงานเสนอแผนการลงทุนให้คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งพิจารณา ครบกำหนดในวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมานั้น จากเบื้องต้นเห็นว่าอาจมีหลายกระทรวงที่ควรทบทวนโครงการลงทุนมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่มีความจำเป็น

นายไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้มีอยู่ 3 กระทรวงที่ต้องเจรจากับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาโครงการลงทุน คือ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นการลงทุนในกรมอาชีวะ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการลงทุนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันก่อนวันที่ 20 เม.ย.นี้ ทำให้โครงการลงทุนที่ควรปรับแผนการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งมีอยู่ประมาณ 34 หมื่นล้านบาท

“หากเสนอโครงการลงทุนไม่ได้ จะให้หน่วยงานอื่นที่มีความจำเป็นดำเนินการลงทุน เนื่องจากเป็นเงินกู้ที่มีต้นทุนดอกเบี้ย โดยในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ จะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งงบประมาณรายจ่ายปี 2554 และการใช้เงินลงทุนโครงการไทยเข้มแข็ง” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ นายไตรรงค์มองว่าเริ่มดีขึ้นต่อ เนื่องทำให้รัฐบาลมีรายได้สูงขึ้น ดังนั้นอาจมีความจำเป็นในการใช้เงินกู้จาก พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท น้อยลง หรืออาจไม่จำเป็นต้องกู้เลยก็ได้ เพราะเป็นเงินกู้ต้องมีภาระดอกเบี้ย

“หากเป็นโครงการลงทุนระยะยาว เช่น รถไฟฟ้าในเส้นทางต่างๆ โครงการแลนด์บริด ซึ่งเป็นการลงทุนให้กับลูกหลานในอีก 3040 ปีข้างหน้า ก็ต้องมาพิจารณากันให้รอบคอบ เพื่อดูว่าการลงทุนต้องใช้เงินกู้เท่าใด ดึงเอกชนมาร่วมลงทุนในสัดส่วนเท่าใด แต่หากเป็นการลงทุนในระยะสั้นไม่จำเป็นมากนัก ก็ต้องปรับเปลี่ยนไป” นายไตรรงค์ กล่าว

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี และรัฐยังคงกระตุ้นต่อเนื่องในบางมาตรการ แต่สิ่งที่น่าสนใจในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวะที่ 2 (Stimulus Package 2 : SP2) คือ โครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งขยายระยะเวลาสิ้นสุดออกไปอีก 1 ปี ยังคงมีปัญหาในลักษณะเบี้ยหัวแตกทางความคิด และดำเนินการได้ล่าช้ากว่าที่คิด เสนอให้รัฐบาลนำโครงการไทยเข้มแข็งมาทบทวนดูแบบองค์รวมอีกครั้ง ควรทำการระดมความคิดเพื่อคัดกรองให้ชัดเจนว่าควรบรรจุโครงการใดอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้เป็นลงทุนระยะยาวและเกิดประโยชน์ในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้มีเวลาทำได้ เพราะความจำเป็นเร่งด่วนในการอัดฉีดเม็ดเงินลดลงจากปีที่แล้วมาก

สำหรับปัญหาหนี้สาธารณะนั้น รัฐบาลควรมีกลยุทธ์ในการถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนอกจากเป็นการดูแลภาระทางการคลังในอนาคตแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณสร้างความมั่นใจให้ตลาดการเงิน เพราะหากตลาดไม่ไว้ใจก็จะส่งสัญญาณของดอกเบี้ยแพง ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาระทางการคลัง หลายประเทศที่มีปัญหาหนี้สูงอย่างกรีซ สเปน ก็มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาแล้ว จึงควรระวังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามอัตราหนี้สาธารณะไม่มีสูตรสำเร็จว่าแค่ไหนจึงสูงเกิน โดยทั่วไปประเทศที่มีอัตราการออมสูงมักจะรองรับอัตราหนี้สาธารณะที่สูงได้มากกว่าประเทศที่ออมต่ำ เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะเกือบ 200% ของ GDP แต่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการออมสูงมาก คนจึงรู้สึกว่าไม่มีปัญหา เพราะถ้ารัฐบาลมีปัญหาจริง ๆ ก็สามารถเก็บภาษีจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นได้ แต่สำหรับประเทศไทยแม้จะมีการออมสูงเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีได้ง่ายและทันการณ์ เนื่องจากต้องไปเก็บจากคนที่มีรายได้สูงนั่นคือคนกลุ่ม 20%บนของประเทศ ที่มีสัดส่วนการออมคิดเป็นร้อยละ 80 ของการออมทั้งประเทศ การเก็บภาษีจากคนกลุ่มนี้มักได้รับการต่อต้านทางการเมืองและผลักดันยาก

นายสมชัย กล่าวอีกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังขึ้นกับเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นในบางภาคการผลิตเท่านั้น เช่น สาขายานยนต์ และสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเคยดิ่งลงในช่วงวิกฤตมีการปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน โดยได้ประโยชน์จากจีนและประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ประเทศเล็กๆ แถบเอเชียรวมทั้งไทยได้รับประโยชน์ไปด้วย เช่น ยอดส่งออกไปจีนสูงมาก บางเดือนขยายตัวมากถึง 80%

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในภาพรวมอาจเริ่มสัญญาณแผ่วขึ้น เพราะจีนเริ่มลดการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในอย่างชัดเจน ดังนั้นในระยะ 6 เดือน ถึง 1 ปีข้างหน้า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะต่อเนื่องหรือไม่ ก็ยังตอบยากขึ้นกับว่าเศรษฐกิจหลักเดิมของโลก (สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ป่น) จะแข็งแรงขึ้นทันการแผ่วตัวของจีนหรือไม่ หากทันก็ไม่มีปัญหา แต่หากทิ้งช่วงก็อาจทำให้การฟื้นตัวของไทยเองสะดุดได้บ้าง

สำหรับการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี และรัฐยังคงกระตุ้นต่อเนื่องในบางมาตรการ แต่สิ่งที่น่าสนใจในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวะที่ 2 (Stimulus Package 2 : SP2) คือ โครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งขยายระยะเวลาสิ้นสุดออกไปอีก 1 ปี ยังคงมีปัญหาในลักษณะเบี้ยหัวแตกทางความคิด และดำเนินการได้ล่าช้ากว่าที่คิด เสนอให้รัฐบาลนำโครงการไทยเข้มแข็งมาทบทวนดูแบบองค์รวมอีกครั้ง ควรทำการระดมความคิดเพื่อคัดกรองให้ชัดเจนว่าควรบรรจุโครงการใดอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้เป็นลงทุนระยะยาวและเกิดประโยชน์ในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้มีเวลาทำได้ เพราะความจำเป็นเร่งด่วนในการอัดฉีดเม็ดเงินลดลงจากปีที่แล้วมาก

ส่วนปัญหาหนี้สาธารณะนั้น รัฐบาลควรมีกลยุทธ์ในการถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Exit strategy) ที่ดี เป็นเรื่องจำเป็น เพราะนอกจากเป็นการดูแลภาระทางการคลังในอนาคตแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณสร้างความมั่นใจให้ตลาดการเงิน เพราะหากตลาดไม่ไว้ใจก็จะส่งสัญญาณขอดอกเบี้ยแพง ซึ่งจะไปซ้ำเติมภาระทางการคลัง หลายประเทศที่มีปัญหาหนี้สูงอย่างกรีซ สเปน ก็มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาแล้ว จึงควรระวังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามอัตราหนี้สาธารณะไม่มีสูตรสำเร็จว่าแค่ไหนจึงสูงเกิน โดยทั่วไปประเทศที่มีอัตราการออมสูงมักจะรองรับอัตราหนี้สาธารณะที่สูงได้มากกว่าประเทศที่ออมต่ำ เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะเกือบ 200% ของ GDP แต่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการออมสูงมาก คนจึงรู้สึกว่าไม่มีปัญหา เพราะถ้ารัฐบาลมีปัญหาจริง ๆ ก็สามารถเก็บภาษีจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นได้ แต่สำหรับประเทศไทยแม้จะมีการออมสูงเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีได้ง่ายและทันการณ์ เนื่องจากต้องไปเก็บจากคนที่มีรายได้สูงนั่นคือคนกลุ่ม 20%บนของประเทศ ที่มีสัดส่วนการออมคิดเป็นร้อยละ 80 ของการออมทั้งประเทศ การเก็บภาษีจากคนกลุ่มนี้มักได้รับการต่อต้านทางการเมืองและผลักดันยาก

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์