
พื้นที่ทับซ้อนบราซิล-ปารากวัย
เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำอิตัยปู (Itaipu) ของบราซิลปารากวัย เป็นตัวอย่างการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนที่น่าสนใจมากๆ
เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำอิตัยปู (Itaipu) ของบราซิลปารากวัย เป็นตัวอย่างการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนที่น่าสนใจมากๆ
ของเราเองก็มีพื้นที่ทับซ้อนไทยมาเลเซีย ซึ่งผลิตก๊าซธรรมชาติสำเร็จไปแล้ว ส่วนพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา จะพัฒนาได้สำเร็จก็ต่อเมื่อประชาชนมีความไว้วางใจว่าข้อตกลงที่จะกระทำเหมาะสมและเป็นธรรมกับไทย
ปารากวัยเคยสู้รบกับบราซิลมาก่อน และก็มีกรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนบริเวณลุ่มน้ำปิรานากัน แต่ในช่วง 40 กว่าปีก่อนเศรษฐกิจบราซิลเติบโตเร็วมาก ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็สูงมาก จึงมีการเจรจากับปารากวัย และได้ลงนามสนธิสัญญาเพื่อพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันในปี 1973
องค์กรร่วมทุน Itaipu Binacional ก่อตั้งในปี 1974 ทั้งสองประเทศถือหุ้นเท่ากัน มูลค่าทุนประเทศละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งบราซิลเป็นฝ่ายออกเงินให้ปารากวัย มีการกู้เงินเพื่อลงทุนโดยตรงรวม 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การก่อสร้างใช้เวลานาน เริ่มผลิตไฟฟ้าส่วนแรก 1984 ส่วนสุดท้าย 1991 (ส่วนเพิ่ม 2007) ทำให้เกิดดอกเบี้ยก่อนการดำเนินงานสูง รวมเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
อิตัยปูถือเป็นหนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ของโลกสมัยใหม่ เป็นเขื่อนน้ำล้น แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาน้ำน้อย เพื่อรักษากำลังผลิตของเขื่อนจึงแทบจะไม่มีการปล่อยน้ำเหมือนในภาพถ่าย/วิดีโอประชาสัมพันธ์ ตัวเขื่อนเป็นแบบ Hollow Gravity Dam กำแพงเขื่อนหนาเป็นสามเหลี่ยมเพื่อรับแรงดันน้ำด้านล่างที่สูงกว่า ภายในกำแพงกลวงเพื่อประหยัดคอนกรีต การก่อสร้างใช้น้ำแข็งผสมในคอนกรีตแทนน้ำเพื่อลดความร้อนที่จะเกิดขึ้น ทำให้คอนกรีตขยายตัวน้อยจึงมีความแข็งแกร่ง การซึมของเขื่อนอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าความคาดหมาย แต่กระนั้นก็ต้องมีการตรวจสอบหาการรั่วซึมและรอยร้าวทุกวัน
การสร้างเขื่อนถูกต่อต้านพอสมควร ทั้งเรื่องผลต่อระบบนิเวศ ความกลัวว่าจะเกิดแผ่นดินไหว และมีประชาชนเหนือเขื่อน 40,000 ครัวเรือนที่จะถูกน้ำท่วม ซึ่งต้องเจรจาถึง 2 รอบกว่าจะตกลงซื้อทรัพย์สินได้
มีการทำ “บันไดปลา” หรือ Spawning Channel ให้ปลามีทางขึ้นไปวางไข่เหนือเขื่อนได้ จากช่วงแรกที่ไม่ราบรื่น อิตัยปูบอกว่าปัจจุบันร้อยละ 90 ของปลาขึ้นไปได้ ประชาชนสามารถจับปลาในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนได้ แต่ต้องทิ้งระยะห่างจากกำแพงเขื่อนตามที่กำหนด
อิตัยปูมีงบเพื่อสังคม (CSR) ปีละ 12 ล้านเหรียญสหรัฐ มีรายได้จากการให้คนเข้าชมในแบบต่างๆ เช่น ที่คณะกรรมาธิการเยี่ยมชมมูลค่าหัวละ 60 เรียล ทั้งหมดสร้างรายได้ปีละประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เงินเข้ามูลนิธิที่ทำโรงพยาบาล ฯลฯ อิตัยปูได้มอบพื้นที่ให้รัฐบาลบราซิลสร้างมหาวิทยาลัย ถือเป็นที่ดินสองสัญชาติ (Binational)
อิตัยปูมีลูกจ้าง 3,000 คน ตามสนธิสัญญาจะเป็นคนทั้งสองสัญชาติครึ่งต่อครึ่ง สำหรับตำแหน่งบริหารลงมาจนถึงหัวหน้าหน่วย เช่น Control Room จะมีคนจากทั้งสองประเทศงานละ 2 คน คู่กันเสมอ
อิตัยปูเป็นเขื่อนที่ผลิตไฟฟ้ามากที่สุดในโลก แม้กำลังผลิต 14,000 MW (เมกะวัตต์) จะต่ำกว่า 22,400 MW ของเขื่อน Three Gorges ในประเทศจีน
17% ของกระแสไฟฟ้าในประเทศบราซิลมาจากเขื่อนนี้ ทั้งบราซิลและปารากวัยมีสิทธิซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนคนละครึ่ง แต่ปารากวัยใช้เพียง 8% ที่เหลือบราซิลรับไป ราคาไฟฟ้าหน่วยละ 43 เหรียญสหรัฐ คำนวณจากต้นทุนทั้งหมดรวมทั้งค่าดำเนินการ เพื่อให้คืนทุนใน 50 ปี หลังจากนั้นก็จะเจรจาค่าไฟฟ้ากันใหม่
น่าสนใจที่สุด คือ การที่บราซิลช่วยหรือยอมให้ปารากวัยได้เปรียบในเรื่องเงินๆ ทองๆ ทั้งๆ ที่มีหุ้นเท่ากัน ตั้งแต่การให้หุ้นลม 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปจนถึงการรับความเสี่ยงในการกู้เงินทั้งหมด และเมื่อ 4 ปีที่แล้วอิตัยปูก็เริ่มมีการจ่ายเงินพิเศษเพิ่มให้กับปารากวัยอีกปีละ 120300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่น่าสังเกตว่าบราซิลยังมีค่ายทหารตั้งอยู่ใกล้ๆ ในเขตบราซิล ซึ่งไกด์บอกว่าเคยเป็นดินแดนปารากวัย!
เชื่อว่าการ “ยอม” ต่างๆ เกิดขึ้นเพราะประเทศบราซิลเองได้ประโยชน์จากการสร้างเขื่อนมากกว่า
ถ้าลองเปรียบเทียบกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทยกัมพูชา ดูเผินๆ ไทยจะคล้ายบราซิล เพราะเป็นประเทศใหญ่กว่า เจริญกว่ากัมพูชา ซึ่งดูจะคล้ายปารากวัย แต่ไทยไม่ได้ใหญ่โตเหมือนบราซิลที่ถือกันว่าเป็นหนึ่งในประเทศ BRIC ที่จะเติบใหญ่มีอิทธิพลระดับโลก
ที่สำคัญ ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา ในระดับการเมืองนั้นดูจะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้นำไทยตัวจริงมีความใกล้ชิดเป็นพิเศษกับผู้นำกัมพูชา และต่างก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจมากมายในเรื่องที่ตนมีอำนาจสั่งการได้ เชื่อกันว่าฝ่ายไทยมีส่วนได้เสียในธุรกิจปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนจากฝั่งกัมพูชา
ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง การพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนอย่างเขื่อนอิตัยปูจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมมีฉันทานุมัติต่อข้อตกลงต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่อาจถูกมองว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ เรื่องนี้เกิดได้ยากตราบใดที่ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ n







