
ยันกระต่ายขาเดียวบึ้มหน้ารามฯไม่เกี่ยวไฟใต้
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
หลังจากเกิดเหตุระเบิดหน้าปากซอยรามคำแหง 43/1 มานานร่วมเดือน ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้เสียที โดยกำลังตำรวจจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศชต. นำโดย พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบช.ศชต. เข้าควบคุมตัวนายอิดริส สะตาปอ อายุ 24 ปี ขณะอยู่ที่บ้านพักใน ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา และจากการสอบปากคำเบื้องต้นนายอิดริสให้การว่าร่วมมือกับพวกรวม 4 คน โดยรับหน้าที่เป็นคนดูต้นทางเพื่อให้คนร้ายอีกกลุ่มนำระเบิดไปวาง
การจับกุมผู้ต้องสงสัยซึ่งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่มาเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดใน กทม.เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า ไฟใต้ลามกรุงแล้วหรือไร? หรือเป็นการก่อเหตุของกลุ่มกองกำลังในพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือจากกลุ่มบีอาร์เอ็น และไม่ได้ร่วมเจรจาสันติภาพกับคณะเจรจาฝ่ายไทยที่นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อแสดงบทบาท ข้อสันนิษฐานเหล่านี้ไม่เคยมีการยืนยันใดๆ จากผู้รับผิดชอบ
ทั้งนี้ หากย้อนรอยเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว เสียงที่ออกจากเจ้าหน้าที่รัฐพูดยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
เริ่มแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งปมก่อเหตุไปที่เรื่องขัดแย้งผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอิทธิพล ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ต่างก็ออกมารับลูกกันว่าเป็นเรื่องความขัดแย้ง และไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในภาคใต้
ตอนหนึ่ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พูดว่า “อุปกรณ์ทั้งหมดที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุไม่เหมือนกับเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งตัวระเบิดพบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องประกอบจากดินดำธรรมดา ที่มีอานุภาพไม่รุนแรง เชื่อว่าผู้ก่อเหตุครั้งนี้ไม่ต้องการเอาชีวิต ส่วนประเด็นเน้นหนักใน 2 เรื่อง คือ ขัดผลประโยชน์การค้าขาย และสร้างสถานการณ์”
สอดรับกับการให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่บอกว่า “เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่เกี่ยวกับภาคใต้ หรือการปฏิวัติ แต่เป็นการหวังผลประโยชน์เรื่องการค้า เพราะได้ข้อมูลมาว่าฝั่งที่ถูกระเบิดค้าขายดีกว่า มีหอพัก อีกฝั่งก็คิดว่าถ้าทำให้เกิดสถานการณ์ ลูกค้าก็จะมาเฉลี่ยกัน เดี๋ยวนี้มีแก๊งที่ชอบก่อเหตุเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประโยชน์ทางการค้า ชอบทำให้กลัว ข่มขู่นักธุรกิจเล็กๆ”
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. บอกว่า “การข่าวของทหารไม่มีเรื่องภาคใต้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตำรวจก็ต้องไปหาว่าใครเป็นคนทำ”
ที่น่าสนใจคือหลังจากเกิดเหตุ มีคำสั่งด้วยวาจาจาก พล.ต.อ.อดุลย์ ว่าคนที่จะให้ข่าวเกี่ยวกับคดีระเบิดได้นั้น จะต้องเป็น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ และตัว ผบ.ตร.เองเท่านั้น ตำรวจนายอื่นอย่าได้แหลมออกมาให้ข่าว ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยมากยิ่งขึ้น คล้อยหลังเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ก็มีคำสั่งจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ให้ตำรวจในและนอกเครื่องแบบเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงก่อเหตุ หวั่นมีการระเบิดซ้ำรวม 10 จุด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ แต่ก็แจ้งกับสังคมว่าไม่ต้องกังวล เป็นการเฝ้าระวังเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าไม่เกี่ยวข้องเรื่องภาคใต้
ล่าสุดเมื่อจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 1 คน พล.ต.อ.อดุลย์ ก็ออกมายืนยันอีกครั้งว่า ผู้ต้องหาไม่ได้อยู่ในกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นหรืออาร์เคเคใหม่ รวมถึงเครือข่ายกลุ่มก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตรวจสอบประวัติก็ไม่พบว่ามีหมายจับหรือมีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบ
“การก่อเหตุในภาคใต้แต่ละครั้ง ไม่ได้เป็นเรื่องของการก่อการร้ายอย่างเดียว มีเป็นเรื่องส่วนตัว และเหตุขัดผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งกรณีระเบิดหน้าปากซอยรามคำแหง ก็มีมูลเหตุที่ตรงกับหลายคดีในภาคใต้ที่ไม่ได้เกิดจากขบวนการก่อความไม่สงบ แต่เป็นบุคคลที่ฝึกมาและถูกชักจูงจากกลุ่มที่มีผลประโยชน์มาก่อเหตุ ทั้งนี้ รูปแบบการประกอบระเบิดไม่ใกล้เคียงกับการก่อเหตุระเบิดในภาคใต้ แต่น่าจะมีการลอกเลียนแบบมา” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
หลังจากนี้ การสอบสวนจะมอบหมาย พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. ให้ควบคุมการปฏิบัติ และให้ พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผบช.ส. และฝ่ายสืบสวนของ บช.น. ดำเนินการขยายผลจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุ 3 คนที่เหลือต่อไป







