
ภาษีสรรพากรทรุดยาว
รายได้สรรพากรทรุดยาว 4 เดือนหลังของปี แม้ไอเอ็มเอฟเชื่อเศรษฐกิจไทยไปได้
รายได้สรรพากรทรุดยาว 4 เดือนหลังของปี แม้ไอเอ็มเอฟเชื่อเศรษฐกิจไทยไปได้
นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า แม้ว่าการเก็บภาษีของกรมในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ จะเกินเป้าอยู่ 2.94 หมื่นล้านบาท แต่ในช่วง 4 เดือนหลังของปีงบประมาณ คาดว่าการเก็บจะต่ำกว่าเป้าทุกเดือนเนื่องจากการเก็บภาษีนิติบุคคลเหลือ 20%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าทั้งปีจะเก็บภาษีได้ใกล้เคียงกับเป้าที่ตั้งไว้ 1.74 ล้านล้านบาท อาจจะบวกหรือลบหลัก 100 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการประเมินทั้งปีน่าจะเก็บภาษีนิติบุคคลได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 5.62 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 8.80% เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เกินเป้า 400 ล้านบาท ภาษีบุคคลธรรมดาจะเกินเป้า 2.64 หมื่นล้านบาท ภาษีปิโตรเลียมเกินเป้า 1.9 หมื่นล้านบาท และภาษีธุรกิจเฉพาะเกินเป้า 7,800 ล้านบาท
สำหรับการเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2557 มีเป้าการเก็บภาษีไว้ 1.89 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.59% แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลร่วม 2.2 หมื่นล้านบาท การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก 2.5 หมื่นล้านบาท และมาตรการลดหย่อนภาษีในโครงการบ้านหลังแรก 2,400 ล้านบาท รวมทั้งหมดจะทำให้ภาษีหายไป 5 หมื่นล้านบาท
นายสาธิต กล่าวว่า หากจะทำให้ได้ตามเป้าต้องเก็บภาษีให้ขยายตัวอย่างน้อย 9.40% เพื่อชดเชยในส่วนที่รับผลกระทบด้วย จึงมีแผนปรับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพิ่มกำลังคนอีก 2,000 คน และปรับระบบไอทีใหม่ จะใช้เงิน 1,900 ล้านบาท คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้า รายได้จะเพิ่มขึ้น 5 แสนล้านบาท
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าจะเติบโตได้ 4.75% และ 5.25% ตามลำดับ จากกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากต่างประเทศ และเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน
นายยงยุทธ แฉล้มวงศ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานแล้วเชื่อว่ายังไม่มีสัญญาณน่าเป็นห่วง แม้ก่อนหน้านี้ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ได้ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตได้แค่ 2-3% จากเป้าที่คาดว่าจะเติบโต 5.5% เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคได้เพราะคนนำเงินออกไปใช้ซื้อรถคันแรกทำให้การบริโภคลดลง และหากเศรษฐกิจโตน้อยกว่า 3% อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะคนตกงานได้ก็ตาม
นายยงยุทธ กล่าวว่า ยังเชื่อว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)จะยังคงอัตราการเติบโตได้ที่ 4.2-5.2% อย่างเลวร้ายที่สุดก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 4% โดยประเมินจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงทรงตัว ไม่ได้ลดลงแบบมีนัยยะสำคัญ ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนจากภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และโครงการรับจำนำข้าว หากลดตัวเลขรับจำนำลงไม่มากก็น่าจะยังกระตุ้นการบริโภคของประชาชนต่อไปได้ รวมทั้งเมื่อพิจารณาตัวเลขการเลิกจ้างและการขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคมแล้ว ตัวเลขยังอยู่ในระดับปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
"หากอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% จะไม่ส่งผลให้เกิดภาวะคนตกงาน ส่วนตัวเลข 2-3% มันกระชากลงเกินไป ช่วง 6 เดือนหลังของปีคงไม่เลวร้ายขนาดนั้น ประเทศไทยไม่ได้เกิดวิกฤติอะไร"นายยงยุทธ กล่าว
นายยงยุทธ กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มคนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานเพราะบริษัทเอกชนอาจชะลอการจ้างงานใหม่ ปกติแล้วแรงงานจบใหม่จะว่างงานประมาณ 7-8 หมื่นคน แต่ช่วงแรกๆที่มีการขึ้นค่าข้างขั้นต่ำ อัตราการว่างงานของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 1.61.7 แสนคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตัวเลขลดลงเหลือประมาณ 1 แสนคนแล้ว และคาดว่าจะกลับไปอยู่ในระดับปกติในเร็วๆนี้
ด้าน นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการประชุมติตามสถานการณ์แรงงานอย่างใกล้ชิดพบว่าตัวเลขการว่างงานยังต่ำและการจ้างงานยังขยายตัวได้ดี ดังนั้นภาวะคนตกงานไม่น่าจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน คาดการณ์ว่าเดือน มิ.ย.นี้ ตัวเลขผู้ว่างงานจะลดลงเหลือ 2.2 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.6% จากสิ้นไตรมาส 1 ซึ่งมีผู้ว่างงาน 2.7 แสนคน หรือ 0.7%







