posttoday
จากม็อบมือถึอสู่ม็อบเฟซบุ๊ก

จากม็อบมือถึอสู่ม็อบเฟซบุ๊ก

18 เมษายน 2553

...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

ท่ามกลางการเมืองที่ร้อนระอุในเดือนที่ร้อนที่สุด คนไทยต้องเผชิญสถานการณ์การเมืองที่เลวร้ายอีกครั้ง เมื่อคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนทัพบางส่วนมาปักหลักที่สี่แยกราชประสงค์เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา ยิ่งทำให้กรุงเทพมหานครไม่ต่างจากอัมพาต ความเดือดร้อนแผ่กระจายไปทั่ว

ทว่าความเยือกเย็นของคนกรุงเทพฯ ยังมีมากพอที่จะอดกลั้นและไม่ถึงจุดแตกหักกับกลุ่มคนเสื้อแดง เพียงแต่ในบรรยากาศที่ว่านี้ กลับมีคนบางกลุ่มเริ่มส่งสัญญาณความอึดอัดผ่านชุมชนออนไลน์ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ด้วยการจัดตั้งกลุ่ม ชมรมมากมาย เช่น “กลุ่มมั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้าน ต่อต้านการยุบสภา” “กลุ่มรวมพลแนวร่วมคนรักชาติ” ฯลฯ เพื่อรวมตัวต่อต้านคนเสื้อแดง รวมไปถึงการชักชวนไปแสดงพลังตามสถานที่ต่างๆ

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คล้ายกับ “ม็อบมือถือในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ประชาชนรวมตัวบนถนนราชดำเนิน ออกมาขับไล่คณะ รสช. ต่างกันเพียงเครื่องมือที่ใช้เปลี่ยนตามยุคสมัยจากม็อบมือถือปี 2535 ก็กลายเป็นม็อบเฟซบุ๊ก โซเชียลเน็ตเวิร์กทรงพลังแห่งยุคปี 2553

“ผมไม่ได้เชียร์รัฐบาลไหน การชุมนุมคนเสื้อแดงเกินประชาธิปไตยไปแล้ว ผมออกมาเพราะอยากให้พวกเขารู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม อยากให้พวกเขารู้ ยังมีพวกเราอยู่ คนที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม” เสียงสะท้อนจาก เสถียร วงเจริญ พนักงานโปรแกรมเมอร์บริษัทเอกชนวัย 32 ปี เล่าถึงที่มาของการออกมาร่วมชุมนุมที่สวนจตุจักรกับกลุ่ม “มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้าน ต่อต้านการยุบสภา” ซึ่งรู้จักกันผ่านเฟซบุ๊กไม่นานนัก หลังเสื้อแดงปิดถนนราชประสงค์ 1 สัปดาห์

ชายผู้นี้เชื่อว่าจำนวนสมาชิกกลุ่มที่มีกว่า 2 แสนราย น่าจะมากพอที่ทำให้อีกฝั่งเข้าใจได้ว่า มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของคนเสื้อแดง เพราะโลกเฟซบุ๊กไม่มีใครหนุนหลัง ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้ง และไม่ได้เป็นสื่อที่อยู่ได้ด้วยเงินจากโฆษณา ทุกคนจึงมีสิทธิแลกเปลี่ยนความเห็นได้อย่างเต็มที่

“ผมดีใจนะ ที่การเจอกันครั้งนี้เราได้เห็นเด็กออกมาจากโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่เด็กติดเกม ทำให้ผมเชื่อว่าถ้ามีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งกับบ้านเมือง คนในโลกอินเทอร์เน็ตพร้อมที่จะออกมาแสดงพลัง เพียงแต่ต้องหากลุ่มที่มีจุดร่วมอุดมการณ์เดียวกันให้ได้ก่อนอย่างที่เกิดขึ้นในเฟซบุ๊ก”

ก่อนหน้านี้โปรแกรมเมอร์หนุ่มผู้นี้ได้เล่นเว็บบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่ง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ร้อนการเมือง แต่เขาเห็นว่าเว็บเริ่มเอนเอียงเข้าข้างเสื้อแดงมากขึ้น จึงหันมาเล่นเฟซบุ๊กแทน เขาตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเว็บบอร์ดยังตัดขาดจากโฆษณาไม่ได้ ทำให้ความน่าเชื่อถือถูกบั่นทอนลง

ธนิดา ศิริวัฒน์ สาววัย 31 ปี เป็นอีกหนึ่งสมาชิกในกลุ่ม “มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้าน ต่อต้านการยุบสภา” บอกว่า แม้จะเป็นการพูดคุยในโลกไซเบอร์ โลกที่คนส่วนใหญ่มองว่าหลอกลวง ต้องระวัง น่ากลัว แต่พอมีกิจกรรมนี้ ทุกคนตัดเรื่องส่วนตัวออก เป็นการแสดงออกที่ไม่เคยเห็น เราไม่กลัว ถ้ามีเหตุการณ์อะไรอีก ก็พร้อมออกไปร่วมด้วย ต้องการแสดงให้เห็นว่ายังมีคนที่ไม่เห็นด้วย

“วัตถุประสงค์ของกลุ่มนั้น เปิดรับทุกคนที่ไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดการยุบสภา ซึ่งกลุ่มไม่ใช่ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่กลุ่มต้องการจะประกาศจุดยืนว่า การยุบสภาจะไม่นำมาซึ่งการแก้ปัญหาในระยะยาว หรือแม้แต่นำมาซึ่งความสงบสุข ณ จุดนี้ นายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว และผลที่ออกมาก็พิสูจน์ความสำเร็จของเขา กลุ่มยินดีต้อนรับสมาชิกทุกคนและทุกไอเดียจะถูกเผยแพร่ผ่านกล่องข้อความนี้” ธนิดา กล่าว

สมชัย ศรีสุทธิยากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในนักวิชาการที่ออกมาแสดงทัศนะการเมืองผ่านเฟซบุ๊ก และเป็นผู้หนึ่งที่แสดงตัวอยู่ในกลุ่ม “มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้าน ต่อต้านการยุบสภา” วิเคราะห์ว่า หากจะเปรียบพลังของกลุ่มคนในเฟซบุ๊กกับม็อบมือถือในปี 2535 ยังมีความแตกต่างกัน

ช่วงพฤษภาทมิฬขณะนั้นผู้คนที่ออกมาชุมนุมจำนวนมากบอกต่อผ่านมือถือ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางขึ้นไป บางส่วนเป็นนักธุรกิจ เพราะคนที่จะมีโทรศัพท์มือถือได้ต้องเป็นคนที่มีเงินพอสมควร ขณะนั้นจึงเห็นความร่วมมือร่วมใจจากภาคธุรกิจที่ออกมาแสดงพลังทางสังคม ขณะที่เฟซบุ๊กผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ เป็นนักเรียน นักศึกษาที่ใช้เทคโนโลยีสื่อสารถึงกัน เพื่อบอกต่อๆ กันว่าตัวเองกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ซึ่งปัจจุบันมีเรื่องราวสังคม การเมืองเข้ามาพูดคุยกันมาก และนำไปสู่การรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมทางสังคม รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงจุดยืนทางการเมือง

สมชัย มองว่า การแสดงพลังของวัยรุ่นกลุ่มนี้เป็นความตั้งใจจริง เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เป็นปัญหาของสังคม ทุกคนก็กล้าแสดงตัวออกมาให้รู้ว่ามีตัวตนอยู่จริง เพราะในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก หลายคนอาจไม่ได้ใช้ชื่อหรือนามสกุลจริง

กระนั้นก็ยังมีจุดอ่อนคือ อำนาจที่จะเกิดการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างทางสังคมจากคนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นไปได้น้อยมาก เพราะบางเรื่องก็เป็นการรวมตัวระยะสั้น เมื่อเสร็จภารกิจต่างฝ่ายก็แยกย้ายกันไป

ด้าน มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ม็อบมือถือ และม็อบเฟซบุ๊ก มีความคล้ายกันโดยเฉพาะคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นคนชนชั้นกลาง และค่อนข้างมีความรู้ ต่างจากม็อบเสื้อแดง

แต่ในแง่จุดต่าง คือ ม็อบมือถือออกไปร่วมชุมนุมโดยเดินออกไปบนถนนจริง แล้วยังเผยแพร่กระจายข่าวด้วยการโทรศัพท์บอกต่อๆ กัน ขณะที่ม็อบเฟซบุ๊กจะมีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล แต่ยังไม่ถึงขั้นเดินอยู่บนท้องถนน หากจะออกไปรวมกลุ่มเล็กๆ ก็ไปแล้วกลับ ไม่ได้อยู่ยาว

เฟซบุ๊กจึงเป็นช่องทางระบายความรู้สึก และสร้างเครือข่ายของคนที่มีความรู้สึกร่วมกัน ซึ่งการสร้างอารมณ์ร่วมในเฟซบุ๊กจะเกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากเป็นสื่อที่แพร่กระจายได้ไว เช่น กรณีของการจัดตั้งกลุ่มจ่าเพียรในเฟซบุ๊ก

นักวิชาการผู้นี้วิเคราะห์ว่า กลุ่มคนเล่นเฟซบุ๊กที่ต่อต้านเสื้อแดงถือเป็นเสียงหนึ่งของกลุ่มคนชนชั้นกลาง โดยใช้วิธีแสดงออกผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งง่ายกว่าการเดินออกไปตามท้องถนน

“มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มต่างๆ ในเฟซบุ๊กตอนนี้เกิดมาวูบเดียวแล้วหาย แต่ถ้าจะให้มากกว่านั้น ก็ต้องมีคนสานต่อ ผมหวังที่จะเห็นการให้เหตุให้ผลของความเห็น เช่น การพูดถึงความเท่าเทียมของคนในสังคม แต่ละกลุ่มไม่ได้พูดถึงตรงนี้มากนัก ทั้งที่เรื่องนี้เป็นปัญหาของสังคมไทย การปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันของสังคมถือเป็นปัญหา กลายเป็นว่า แต่ละกลุ่มมัวแต่คุยเรื่องยุบสภา ไม่ยุบสภา เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย”

มานะ มองว่า ข้อดีของเฟซบุ๊กคือการดึงเอาคนในที่ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองที่มากกว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

วันนี้การหาข้อมูลทางการเมืองของคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว และการสื่อสารของมนุษย์ก็เปลี่ยนไป อย่าดูแคลนพลังเงียบที่อาจก่อตัวขึ้นในวันที่ความอดทนมอดลง อุณหภูมิในโซเชียลเน็ตเวิร์กจึงร้อนฉ่าขึ้นทุกวัน

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69