posttoday
เสพติดเงินร้อนพ่นพิษเอเชียเสี่ยงโดมิโนตลาดทุนล้ม

เสพติดเงินร้อนพ่นพิษเอเชียเสี่ยงโดมิโนตลาดทุนล้ม

18 มิถุนายน 2556

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าเอเชียและตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกอย่างมหาศาล นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้เติบโตได้อย่างคึกคัก

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าเอเชียและตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกอย่างมหาศาล นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้เติบโตได้อย่างคึกคัก โดยเฉพาะตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงก็ยังได้รับอานิสงส์ไปด้วย หากรัฐบาลสามารถฉวยจังหวะเสนอแผนการลงทุนระยะยาวที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มักจะเพิ่มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อระบายสภาพคล่อง

อย่างไรก็ตาม หากประเทศเหล่านี้หวังพึ่งแต่เงินร้อนโดยไร้ซึ่งแผนการลงทุนระยะยาว และไม่มีการเตรียมตัวรับมือภาวะ “ทุนไหลออก” กลับประเทศในอนาคต ตลาดเกิดใหม่ที่ร้อนแรงก็อาจกลายสภาพเป็น “คนป่วย” แห่งภูมิภาค ที่ทำให้เกิดปัญหาลุกลามเป็นโดมิโน จนกลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจรอบใหม่ขึ้นได้

ขณะนี้ ภูมิภาคเอเชียกำลังเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าวมากที่สุด โดยมี “อินเดีย” และ “อินโดนีเซีย” เข้าข่ายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียรายใหม่

อินเดียนั้นเคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามากที่สุดในเอเชียเคียงคู่กันมากับจีน เนื่องจากมีขนาดและประชากรจำนวนมหาศาล ทำให้เป็นอีกหนึ่งความหวังเรื่องตลาดการบริโภคภายในประเทศ ทว่าเมื่อตลาดทุนทั่วเอเชียกำลังระส่ำจากภาวะทุนไหลออก เนื่องจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง อินเดียก็กลับออกอาการเซในระดับที่น่าเป็นห่วงทันที

ค่าเงินรูปีของอินเดีย อ่อนค่าลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เกือบแตะระดับ 60 รูปี เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ หรืออ่อนค่าลงสาหัสที่สุดเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในเอเชีย ทั้งไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า “พึ่งพิง” ทุนร้อนที่ไหลเข้ามาจากต่างชาติมากที่สุด แต่กลับมีระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจย่ำแย่สุด ไม่ว่าจะในแง่ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ตัวเลขภาคการผลิต การส่งออก หนี้สาธารณะ และดุลบัญชีเดินสะพัด

การไหลออกของเงินร้อนอย่างฉับพลันและต่อเนื่องนั้น ได้ฉุดให้เศรษฐกิจอินเดียที่ยังไม่ทันตั้งรับต้องสั่นคลอนทันที โดยเฉพาะในด้านความสมดุลทางเศรษฐกิจ เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดประสบภาวะขาดดุลมากถึง 5.4% ของจีดีพีประเทศ พร้อมกับค่าเงินที่ดำดิ่งลงอย่างหนักที่สุดในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังคาดว่าตัวเลขการค้าเดือน พ.ค. ยังอาจประสบภาวะขาดดุลสูงสุดทุบสถิติใหม่ที่ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1.78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

“มีเงินร้อนปริมาณมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ตราบใดที่ยังคงมีแนวโน้มเรื่องโดมิโนในภูมิภาคนี้อยู่ ซึ่งหากมีโดมิโนตัวหนึ่งเกิดล้มขึ้นมา ผมเชื่อว่าจะเป็นประเทศอินเดีย เนื่องจากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมหาศาล” ทิม คอนดอน นักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชียจากธนาคารไอเอ็นจี ให้ความเห็นกับรอยเตอร์ส

ปัญหาจากการถอนทุนกลับของนักลงทุนต่างประเทศนั้น จะเกิดขึ้นกับประเทศที่พึ่งพาเงินร้อนต่างชาตินำไปอุดช่องโหว่ด้านสินค้านำเข้าและดอกเบี้ยที่แพงขึ้นมากที่สุด และประเทศที่เสี่ยงจากภาวะเหล่านี้ก็ยังรวมถึงอินโดนีเซีย เวียดนาม และศรีลังกา อีกด้วย

อินโดนีเซีย อยู่ในฐานะประเทศที่มีความเสี่ยงสูงอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขนเงินร้อนเข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงมากถึงกว่า 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 34% ของการถือครองตราสารหนี้ที่ยังค้างชำระในอินโดนีเซีย

แม้ว่ารัฐบาลกรุงจาการ์ตาจะถือครองทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าก็มีระดับหนี้ระยะสั้นมากถึงครึ่งหนึ่งของทุนสำรอง และยังขาดดุลในดุลบัญชีเดินสะพัดอีกถึง 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ปัญหาดังกล่าว ยังไม่นับรวมการที่ธนาคารกลางต้องใช้เงินมหาศาลเข้าแทรกแซงค่าเงินในช่วงนี้อีกด้วย ซึ่งทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นชาติแรกที่ต้องประกาศใช้มาตรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมา

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเบาใจได้ประการหนึ่งว่า หากสถานการณ์การถอนทุนกลับเลวร้ายลงถึงขั้นวิกฤตจริง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาคครั้งนี้จะไม่ร้ายแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตการณ์ภาคการเงินเอเชียปี 25402541 หรือความเสี่ยงที่จะเกิดโดมิโนตลาดทุนนั้นยังอยู่ในวงจำกัดมาก

เพราะอีกหลายชาติที่มีทุนร้อนทะลักเข้าประเทศนั้น ยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่แข็งแกร่งเพียงพอ และที่สำคัญก็คือ มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากเพียงพอต่อปัญหาสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้น

ปัจจุบัน จีนมีทุนสำรองระหว่างประเทศพุ่งขึ้นไปถึง 3.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฮ่องกง 3.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และสิงคโปร์ 2.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นในกรณีที่เกิดการขาดสภาพคล่องระยะสั้น หลายประเทศในเอเชียจะยังคงสามารถต้านทานปัญหาเหล่านี้ต่อไปได้หลายเดือนหรือเป็นปี เช่น ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีปริมาณเงินสำรองมากกว่าหนี้ระยะสั้น 10 เท่า หรือในมาเลเซีย ซึ่งมีอยู่ราว 4.5 เท่า

กระนั้นก็ตาม ปริมาณเงินสำรองที่มากกว่าหนี้ระยะสั้นก็ยังไม่ใช่ทางออกเบ็ดเสร็จ เพราะมาตรการรับมือทุนไหลออกที่เหมาะสมและการมีแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการปรับรูปแบบเศรษฐกิจให้พึ่งพาตลาดบริโภคภายในให้มากขึ้น โดยที่ยังคงวินัยทางการคลังเอาไว้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินการคลังได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์นั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติได้มากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท