
พ่ายเลือกซ่อมสัญญาณแพ้ภัยตัวเอง
ผลการเลือกตั้ง สส.กทม. เขตดอนเมือง เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เชื่อว่าแม้แต่ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ไปจนถึง “อี้” แทนคุณ จิตต์อิสระ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ผลการเลือกตั้ง สส.กทม. เขตดอนเมือง เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เชื่อว่าแม้แต่ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ไปจนถึง “อี้” แทนคุณ จิตต์อิสระ ก็ยังไม่เชื่อว่าตัวเองจะชนะพรรคเพื่อไทยในเขตเลือกตั้งนี้ เพราะประวัติศาสตร์ 37 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมี สส.ดอนเมืองมาก่อน
พรรคเพื่อไทยมีสถานะเป็นรัฐบาลผู้กุมอำนาจรัฐและเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมมาหลายปี แต่ความได้เปรียบทั้งหมดกลับไม่ช่วยรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ พรรคเพื่อไทยจึงออกอาการหัวเสียไม่น้อยกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา
ความผิดพลาดในครั้งนี้คงโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง
ปัจจัยที่นำมาซึ่งความปราชัยมากที่สุด คือ การคัดเลือกตัวผู้สมัคร ถึงแม้ “แซม” ยุรนันท์ ภมรมนตรี จะเป็นบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย ทั้งในฐานะนักแสดงและนักการเมือง พร้อมกับผ่านการเป็น สส.ระบบเขตเลือกตั้ง (เขตดินแดง) มาแล้วหนึ่งสมัยในปี 2548 ก็ตาม
ย้อนกลับไปในปีนั้น ต้องยอมรับว่าชัยชนะของแซมส่วนสำคัญมาจากกระแส “ทักษิณฟีเวอร์” เนื่องจากมาในปี 2550 ที่รัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งมาเป็นระบบรวมเขตที่มี สส.ได้หลายคน ปรากฏว่าแซมต้องแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในเขตเลือกตั้งที่ 3 (ดินแดง ห้วยขวาง วังทองหลาง และลาดพร้าว) แบบยกทีม 3 คน จนกระทั่งมาถึงปี 2554 ต้องหลบมาลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 63 แทน
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าฐานคะแนนทางการเมืองของแซมจะอยู่ในเขตดินแดงเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่เคยสัมผัสกับเขตดอนเมืองด้วยซ้ำ ทำให้การลงสู้กับ “แทนคุณ” ซึ่งทำพื้นที่มาต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี โดยเฉพาะยิ่งได้ซื้อใจคนดอนเมืองด้วยการลุยลงพื้นที่ช่วงน้ำท่วมเมื่อปี 2554 แบบถึงประตูบ้านช่วงต้นเทอมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงเป็นเรื่องยากที่แซมจะเอาชนะได้ง่ายๆ
นอกเหนือไปจากความผิดพลาดเกี่ยวกับการเลือกตัวผู้สมัครแล้ว ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ยังมาจาก “บรรยากาศการเมือง” ด้วย
บรรยากาศที่ไม่ค่อยดีนั้นเริ่มมาตั้งแต่วันสมัครรับเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยให้คำตอบกับสังคมได้เลยว่าทำไมถึงให้แซมลาออกจาก สส.ระบบบัญชีรายชื่อเพื่อมาลง สส.ระบบเขตเลือกตั้ง
จากคำถามคาใจเพียงจุดเดียวได้ก่อให้เกิดการขยายผลลุกลามให้เกิดกระแสต่อต้านในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะมองว่าการกระทำแบบนี้ของพรรคเพื่อไทยไม่ต่างอะไรกับการดูแคลนเสียงประชาชนมากเกินไป ผลที่ออกมาจึงซ้ำรอยกับการเสียเก้าอี้ สส.เขตเลือกตั้งที่ 5 จ.ปทุมธานี ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ไปเมื่อปี 2555
ต่อมาเป็นความเคลื่อนไหวต่อต้านฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีอยู่หลายครั้งที่คนเสื้อแดงใช้สิทธิของตัวเองไปละเมิดสิทธิของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงในเขตดอนเมือง หรือการตามไปป่วนเวทีปราศรัยผ่าความจริงในพื้นที่ต่างจังหวัด
ทุกการกระทำดังกล่าวของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่เคยออกมาแสดงท่าทีห้ามปราม ย่อมมีผลให้กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมีมากขึ้น และแสดงออกมาด้วยผลการเลือกตั้งอย่างที่เห็นมาแล้วผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สส.ดอนเมือง
เหนือสิ่งอื่นใด หัวใจของความพ่ายแพ้ครั้งนี้อยู่ที่การบริหารงานของรัฐบาล
เวลานี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาในนโยบายประชานิยมของตัวเองอย่างมาก ตัวอย่างเช่น “โครงการรับจำนำข้าว” กำลังถูกตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากล หลังจากถูกเปิดแผลมาตลอดนับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปีที่ผ่านมา
ไม่เพียงเท่านี้ รัฐบาลยังไม่อาจชี้แจงได้ว่าโครงการนี้ขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทตามที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลังออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้
เช่นเดียวกับการสร้างเงื่อนไขอื่นๆ อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ่วงกับ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร
สิ่งเหล่านี้รัฐบาลอ้างว่าทำไปเพื่อสร้างความปรองดองและบรรยากาศที่ดี แต่สิ่งที่รัฐบาลบอกว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศนั้นกลับถูกเคลือบแคลงว่าเป็นการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เท่านั้น
เมื่อรัฐบาลไม่สามารถให้คำตอบได้ ย่อมนำมาสู่กระแสต่อต้านรัฐบาล อย่างที่เห็นได้จากปรากฏการณ์หน้ากากขาว และส่งต่อมาถึงการเลือกตั้งซ่อมดอนเมือง
ทั้งหมดนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ที่มาถึงพรรคเพื่อไทยให้ตระหนักว่าเสียงข้างมากที่อยู่ในเวลานี้ไม่สามารถใช้ได้อย่างอำเภอใจ มิเช่นนั้นแรงต่อต้านรัฐบาลจะไม่ได้แสดงออกผ่านขบวนการหน้ากากขาวเท่านั้น แต่จะแสดงออกผ่านการเลือกตั้งใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย







