posttoday
ฝีมือตำรวจไทย

ฝีมือตำรวจไทย

17 มิถุนายน 2556

ข่าวการจับผู้สังหารเอกยุทธ อัญชันบุตร คนที่ประกาศตัวอยู่ตรงข้ามกับทักษิณ ชินวัตร คนที่ประกาศว่าตนเองรู้จักทักษิณดี เพราะรู้ไส้รู้พุงกัน เข้าตำรา ผีย่อมรู้จักผีเป็นอย่างดี

ข่าวการจับผู้สังหารเอกยุทธ อัญชันบุตร คนที่ประกาศตัวอยู่ตรงข้ามกับทักษิณ ชินวัตร คนที่ประกาศว่าตนเองรู้จักทักษิณดี เพราะรู้ไส้รู้พุงกัน เข้าตำรา ผีย่อมรู้จักผีเป็นอย่างดี

ผลงานของตำรวจไทยในคดีนี้ต้องถือว่าสุดยอด รวดเร็วยิ่งกว่าเชอร์ล็อก โฮล์มส์ นักสืบบันลือโลก ตำรวจไทยใช้เวลาเพียง 4 วัน คลี่คลายคดีนี้จนสามารถปิดคดีได้ ยิ่งไปกว่านั้นอดีตนายตำรวจคนเก่ง ยศร้อยตำรวจเอกที่นายพลต้องทำความเคารพอย่าง ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพหูสูตแหล่งข้อมูลเบื้องหน้าเบื้องหลังของคนในประเทศนี้ ฟันธงตั้งแต่วันแรกแล้วว่า เอกยุทธถูกคนขับรถฆ่าตายด้วยมูลเหตุชิงทรัพย์

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า ซวดยอดจริงๆ

การปิดคดีได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ เป็นที่คลางแคลงของหลายฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการทำคดีเหมือนรู้ธงคำตอบอยู่แล้ว

คดีนี้จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร จะทำตามใบสั่งหรือไม่ คงไม่มีใครไปขัดขวางการทำงานของตำรวจได้ ญาติของเอกยุทธก็ยอมรับโดยง่ายดายว่า เป็นไปตามที่ตำรวจสรุป บังเอิญคุณเอกยุทธเป็นคนที่มีเบื้องหลังไม่ดีนัก น้ำหนักที่คนจะเห็นใจจึงมีน้อย

คุณเอกยุทธเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ถึงผมจะเลว ใครด่าโกงแชร์ แต่ผมก็น้อยกว่ามัน เพราะคนด่าผมโกงชาวบ้าน แต่ทักษิณมันโกงชาติ”

กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะคดีอาญาที่เป็นคดีร้ายแรง คดีความผิดต่อแผ่นดิน ตำรวจเป็นด่านแรกของกระบวนการยุติธรรม ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่เรียกอย่างโก้หรูว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นี่แหละ

ตำรวจมีภารกิจหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เมื่อมีคดีความเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์ ลักวิ่งชิงปล้น หรือคดีที่เกี่ยวกับชีวิตร่างกาย อันเป็นคดีอาญาทั้งหลาย บุคคลแรกที่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการทั้งหลาย เริ่มตั้งแต่การตรวจที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษตามกฎหมายคือ “ตำรวจ”

กล่าวง่ายๆ อีกนัยหนึ่งก็คือ “คนที่มีอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด หรือความบริสุทธิ์ และเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี คือตำรวจนั่นเอง” และเมื่อตำรวจหรือพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้น ก็มีอำนาจที่จะมีความเห็นทางคดีว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ จากนั้นจึงส่งเรื่องไปยังพนักงานอัยการ ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ พนักงานอัยการจะฟ้องคดีเองไม่ได้ ถ้าคดีนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการสอบสวนของตำรวจมาก่อน (ป.วิ อาญา มาตรา 120) และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ต้องถือเอาคำฟ้องเป็นหลัก ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง (ป.วิ อาญา มาตรา 192) อีกด้วย

ตำรวจ อัยการ และศาล เป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทุกองค์กรมีความสำคัญอย่างยิ่งไม่แพ้กัน ไม่มีองค์กรใดไม่สำคัญ ไม่มีองค์กรใดสำคัญกว่าองค์กรใด แม้ว่าแต่ละองค์กรจะมีบทบาทและอำนาจหน้าที่เป็นของตนเอง แต่ภารกิจนั้นมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นระบบ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือความสงบสุขของสังคมและบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูกันให้ดีจะเห็นความ “พิเศษ” ขององค์กรตำรวจ ที่มีความพิเศษกว่าองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม และความพิเศษนั้นมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ และมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมหาศาล ซึ่งจะขอยกให้เห็นชัดๆ ไว้เป็นข้อสังเกต 2 ประการ

ประการแรก ก็คือ ตำรวจเป็นด่านแรกของกระบวนการยุติธรรม

“ตำรวจ” เปรียบเสมือนต้นน้ำลำธารแห่งความยุติธรรม ซึ่งจากข้อเท็จจริง รวมทั้งหลักกฎหมายต่างๆ ที่ยกตัวอย่างให้เห็นข้างต้น จะเห็นว่าตำรวจเป็นกลไกอันสำคัญยิ่งต่อความเป็นธรรมทางอาญา การที่พนักงานอัยการจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาได้หรือไม่ หรือศาลจะพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนได้รวบรวมไว้เป็นสำคัญ หากพยานหลักฐานในคดีใดดำเนินไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เที่ยงตรงแล้ว กระบวนการพิจารณาคดีความเรื่องนั้นในชั้นอัยการ ศาล ย่อมสามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ถ้าการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความเรื่องใดดำเนินการอย่างไม่ถูกต้อง ล่าช้า มีอคติ ใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้หรือบิดเบือนไม่เป็นความจริง คดีความเรื่องนั้นย่อมไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้น

ประการที่สอง คือ ตำรวจทำงานภายใต้การเมือง

ตำรวจจึงเป็นเครื่องมือทางการเมือง (ด้วยความเต็มใจ) เพราะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเมือง นักการเมืองจึงใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม แม้ปัจจุบันจะมีองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากกว่าอย่าง DSI ที่เป็นแก้วสารพัดนึกของนักการเมืองที่สามารถจะเข้าไปทำคดีอะไรก็ได้

ตำรวจไทยในวันนี้ มิใช่ตำรวจของประชาชนคนไทยเสียแล้ว แต่เป็นตำรวจของนักการเมือง ตำรวจของคนเสื้อแดง ตำรวจที่เต็มใจที่จะเปลี่ยนสีโรงพักให้เป็นสีแดง

มาตรฐานของตำรวจไทยวันนี้ เป็นมาตรฐานสีแดง ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางทางการเมือง ที่ให้ท้ายคนเสื้อแดงให้แสดงความอำนาจบาตรใหญ่ เป็นอันธพาลที่ระรานคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

ตำรวจไทยวันนี้ คงจะเห็นด้วยกับทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นสิทธิตามกฎหมาย จะชุมนุมด่าใคร ประกาศจับตุลาการคนใดก็ได้ จะยกกำลังไปทำร้ายการชุมนุมของประชาชนกลุ่มอื่นเมื่อไรก็ได้ ถือเป็นสิทธิส่วนตัว ตำรวจได้แต่ยืนมองเฉยๆ ไม่ห้ามปราม ไม่จับกุม เพราะสิทธิของคนเสื้อแดงตามที่นักการเมืองส่งสัญญาณมา

แต่ถ้าคนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ใส่เสื้อแดงจะมาชุมนุมคัดค้านโครงการต่างๆ ของรัฐบาล จะกลายเป็นคนก่อกวน กลายเป็นพวกสร้างความไม่สงบ เป็นขยะเหมือนอย่าง ดร.เสือโคร่งจีนแดงอย่างปลอดประสพใช้เรียกขานกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ถึงกับข่มขู่ว่าจะให้ตำรวจจับกุม

ตำรวจไทย (ส่วนใหญ่) ทุกวันนี้ จึงปฏิบัติหน้าที่ตามตัณหาของนักการเมือง เพื่อหวังอำนาจวาสนา ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นที่รู้กันดีว่า ตำรวจ (ส่วนใหญ่) ซื้อตำแหน่งเพื่อต้องการแสวงหาประโยชน์กลับคืน คนประกอบธุรกิจรู้กันทั้งนั้นว่า นอกจากภาษีสรรพากรแล้ว ยังมีภาษีสำหรับเจ้าพ่อในเครื่องแบบด้วย

การทำหน้าที่อย่างนี้ไม่ใช่สองมาตรฐาน แต่ไม่มีมาตรฐานเลย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท