
เปิดโฉมทหารแห่งอนาคต สมองล้ำ ว่องไว ไร้เทียมทาน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันได้พลิกโฉมโลกที่เราอาศัยอยู่อย่างสิ้นเชิง
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันได้พลิกโฉมโลกที่เราอาศัยอยู่อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ว่าจะเป็นทางด้านการสื่อสาร การเดินทางหรือการรักษาพยาบาลนั้นล้วนแต่สะดวกสบาย รวดเร็ว และที่สำคัญ คือ “ทันสมัย” มากขึ้นนั่นเอง
ไม่เว้นแม้กระทั่งในบริบทของ “การทหาร” ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า รูปแบบตลอดจนองค์ประกอบในการทำสงครามของประเทศหรือกลุ่มต่างๆ ทั่วโลกนั้น ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือหากเปรียบเทียบกับในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนา “อาวุธ” และเทคโนโลยีการทหารสมัยใหม่
หนึ่งในเทคโนโลยีการทหารที่น่าจับตามองมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นแนวคิดที่จะสร้าง “กองทัพแห่งอนาคต” ซึ่งว่ากันว่า เป็นการตัดต่อพันธุกรรมและนำเทคโนโลยีสุดล้ำมาฝังในร่างกายทหาร เพื่อที่จะได้มีทักษะความสามารถเหนือมนุษย์ กลายเป็นซูเปอร์ทหารที่ไร้เทียมทานนั่นเอง
แม้จะฟังดูเป็นความคิดเพ้อฝัน ทว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่า บรรดากองทัพของประเทศมหาอำนาจของโลก นำโดยสหรัฐและอังกฤษ ได้เริ่มต้นภารกิจสุดล้ำนี้แล้ว
“หากสำเร็จ ทหารแห่งอนาคตจะสามารถวิ่งเร็วกว่าแชมป์โอลิมปิกไม่ต้องนอนหรือกินเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน ตลอดจนงอกอวัยวะใหม่ได้เองหากได้รับบาดเจ็บ” ไซมอน คอนเวย์ นักเขียนชาวอเมริกันซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โชคดีไม่กี่คนที่ได้มีโอกาสเข้าชมหน่วยงานวิจัยขั้นสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (Defence Advanced Research Projects Agency)
โครงการดังกล่าว ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2501 และได้รับงบประมาณสูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีมีหน้าที่เดียว คือ การรักษาความได้เปรียบของสหรัฐในสมรภูมิรบ เช่นเดียวกับกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ออกมาเผยวิสัยทัศน์ ว่าภายใน30 ปี ทหารเมืองผู้ดีจะต้องแบกของหนัก รวมทั้งสื่อสารกับทหารนายอื่นๆ ผ่าน “โทรจิต” ได้
ทั้งนี้ แผนพัฒนาทหารแห่งอนาคตนั้น ครอบคลุม 5 ทักษะ ดังนี้
1.ความแข็งแรงเหนือมนุษย์ บริษัท ล็อกฮีดมาร์ติน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีอวกาศ และการทหารชื่อดังในสหรัฐ ประสบความสำเร็จในการพัฒนา“ชุดหุ่นยนต์” (Exoskeleton) ซึ่งเป็นชุดสุดล้ำที่จะช่วยให้ทหารสามารถแบกรับน้ำหนักสัมภาระได้มากถึง 200 ปอนด์ โดยที่นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยถ่ายเทน้ำหนักลงสู่พื้นดิน
2.สายตาเฉียบคม การผ่าตัดฝังไมโครชิปที่ลูกตาจะช่วยให้ทหารมีสายตาเฉียบคม เช่น มองเห็นระยะไกล มีสายตา “อินฟราเรด” มองเห็นในความมืดได้ รวมทั้งมองเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากวัตถุระเบิดที่ฝังใต้ดิน หรืออุปกรณ์วิทยุต่างๆ ได้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเริ่มมีความคืบหน้าบ้างแล้ว เห็นได้จากความสำเร็จของทีมแพทย์จากโรงพยาบาลแร็ดคลิฟฟ์ในเมืองออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ที่ปลูกฝังไมโครชิปในดวงตา จนทำให้คนไข้สามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหลังตาบอดมานาน 17 ปี
ขณะเดียวกัน ด้าน ดร.มิกูเอล นิโคอลิสจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ในสหรัฐ ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาหนูทดลองให้สามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้เป็นครั้งแรกด้วยการนำอุปกรณ์ตรวจจับแสงอินฟราเรดไปฝังในสมอง
3.เลือดเทียมคุณสมบัติล้ำ ในอนาคตแพทย์จะสามารถให้เลือดเทียมให้กับคนไข้ทุกคนไม่ว่าจะมีกรุ๊ปเลือดใดก็ตาม ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ในอังกฤษใกล้พัฒนา “เลือดพลาสติก”เสร็จแล้ว โดยมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับเซลเม็ดเลือดแดง และนำไปใช้รักษาคนไข้ได้กว่า 98%
นอกจากนี้ ในอนาคตแพทย์ยังสามารถนำนาโนเทคโนโลยีไปใช้ตัดต่อและดัดแปลงเลือดเทียมเพื่อช่วยให้แผลหายไวขึ้น ตลอดจนเพิ่มการลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสมอง
ในส่วนของระบบอื่นๆ ในร่างกาย ว่ากันว่า จะถูกดัดแปลง ไล่เรียงตั้งแต่การดัดแปลงเนื้อเยื่อ ตลอดจนการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันเทียม จนทหารมีร่างกายที่ไร้เทียมทาน เช่น อวัยวะที่งอกเองได้ เป็นต้น
4.สื่อสารผ่านโทรจิต การฝังชิปในสมองจะช่วยให้ทหารสื่อสารกันผ่านจิตได้ ซึ่งหมายความว่า ในอนาคต ทหารจะสื่อสารกันได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ซึ่งนับเป็นประโยชน์มหาศาลต่อการวางแผนกลยุทธ์การรบ และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกล้วงความลับ
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น นักวิทยาศาสตร์ยังอยู่ในขั้นแรกของการวิจัยกับหนูทดลอง
5.พลังสมองเพิ่ม 10 เท่า นอกจากการพัฒนาสมองจะช่วยให้ทหารมีความจำดีขึ้น และเก็บข้อมูลได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สามารถควบคุมอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยจิตได้อีกด้วย ตลอดจนทำให้ทหารฉลาดเป็นกรดด้วยไอคิวเทียบเท่าไอน์สไตน์
เรียกได้ว่าต่อไปนี้ ทหารที่แข็งแกร่งและน่ากลัวที่สุดในสมรภูมิรบไม่ใช่คนที่ตัวใหญ่ที่สุด หรือมีอาวุธครบมือ แต่คือ คนที่มี “ชิป” ฝังอยู่ในร่างกายนั่นเอง







