
เจ้าจอมก๊กออในรัชกาลที่ 5 (1)
บรรดาลูกหลานของขุนนางในตระกูลบุนนาค ที่ได้เข้าไปถวายตัวเป็นข้าราชสำนักฝ่ายในต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
บรรดาลูกหลานของขุนนางในตระกูลบุนนาค ที่ได้เข้าไปถวายตัวเป็นข้าราชสำนักฝ่ายในต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สำคัญคือ เจ้าคุณจอมมารดาสำลี ธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดาของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี พระมารดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ต้นราชสกุลบริพัตร เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ บุนนาค) ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี เจ้าจอมมารดาโหมด เจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และเจ้าจอมก๊กออธิดาทั้ง 5 ของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค)
ว่ากันว่า เจ้าจอมก๊กออ อันประกอบด้วยเจ้าจอมมารดาอ่อน เจ้าจอมเอี่ยม เจ้าจอมเอิบ เจ้าจอมอาบ และเจ้าจอมเอื้อนนั้น เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง ส่วนความเป็นมาจะเป็นอย่างไรก็น่าจะมาทำความรู้จักกับเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) และท่านผู้หญิงอู่ (วงศาโรจน์) ผู้เป็นบิดามารดาของเจ้าจอมก๊กออดูบ้าง
เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) เป็นบุตรของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) หรือเรียกกันทั่วไปว่า สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ มารดาชื่อ หม่อมหรุ่น นายเทศเกิดเมื่อปี 2384 ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีพี่ร่วมมารดาเดียวกัน คือ คุณเอี่ยม บุนนาค ส่วนพี่น้องต่างมารดามีทั้งหมด 44 คน ที่มีชื่อเสียง เช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ท้าวราชกิจวรภัตร (แพ บุนนาค) ที่กล่าวนี้เป็นพี่ต่างมารดา ส่วนน้องต่างมารดาที่เป็นบุคคลสำคัญ เช่น เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นต้น
ในวัยเด็กนายเทศได้รับการศึกษาอย่างดีเช่นเดียวกับบุตรขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายในสมัยนั้น เมื่อปี 2400 ขณะนั้น นายเทศอายุได้ 16 ปี ได้ติดตามคณะราชทูตไทยไปยังประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูต มีเจ้าหมื่นสรรเพธภักดี (เพ็ง เพ็ญกุล) เป็นอุปทูต บุคคลผู้นี้ต่อมาได้เป็นเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ตรีทูตคือ จมื่นมนเทียรพิทักษ์ พนักงานกำกับเครื่องราชบรรณาการคือ จมื่นราชามาตย์ (ท้วม บุนนาค) และนายพิจารณสรรพกิจ หม่อมราโชทัยเป็นล่าม รวมบุคคลที่ไปด้วยทั้งหมด 27 คน การที่นายเทศร่วมเดินทางไปกับราชทูตผู้พี่ชายครั้งนี้ เพื่อจะไปศึกษายังประเทศอังกฤษพร้อมกับนายทด บุตรราชทูต โดยกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษจัดหาโรงเรียนให้คือ โรงเรียนราชวิทยาลัย ในกรุงลอนดอน แต่ปรากฏว่า เมื่อราชทูตเดินทางกลับ คนทั้งสองก็กลับด้วย
เมื่อกลับจากต่างประเทศแล้ว นายเทศจึงเข้ารับราชการเป็นนายรองชัยขรรค์ แล้วเลื่อนเป็นนายสรรพวิไชย มหาดเล็กหุ้มแพร แล้วย้ายมาเป็นพระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ ตำแหน่งปลัดเมืองเพชรบุรี
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เลื่อนเป็นพระยาสุรินทรฤาไชย ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรี เมื่อปี 2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี เข้าใจว่าเป็นครั้งแรกที่เสด็จมาเมืองเพชรหลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี 2411 แต่ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ได้เคยเสด็จมาเพชรบุรี ดังหนังสือคอตกล่าวว่า โปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินแก่มหาดเล็กเด็กชายที่มาเฝ้าคนละตำลึงบ้าง ครึ่งตำลึงบ้าง ที่ได้คนละตำลึงนั้นเพราะเป็นคนเก่า ได้ทรงเห็นหน้าตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จครั้งนี้พระยาสุรินทรฤาไชย (เทศ บุนนาค) เป็นผู้รับเสด็จ
พระยาสุรินทรฤาไชย (เทศ บุนนาค) เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรีตั้งแต่ปีใดนั้นยังหาหลักฐานไม่ได้ แต่อาจเป็นปี 2411 ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 27 ปี เมื่อเทียบกับอายุพี่ๆ เช่น จมื่นราชามาตย์ (ท้วม บุนนาค) ตอนที่ไปกับคณะราชทูตยังอังกฤษ ปี 2400 นั้นมีอายุ 27 ปี กลับมาเป็นพระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ ปลัดเมืองเพชรบุรี และนายงานก่อสร้างพระนครคีรีเมื่อปี 2402
พระยาสุรินทรฤาไชย (เทศ บุนนาค) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรีมาจนถึงปี 2437 จึงได้ย้ายไปเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี เหตุที่ได้เลือกเอาพระยาสุรินทรฤาไชยไปนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าผู้ว่าราชการเมืองทั้ง 6 ที่จะเอามารวมเป็นมณฑลนั้น เมื่อพิจารณาแต่ละบุคคลแล้ว ยังไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนี้ จะเอาข้าราชการจากกรุงเทพฯ มาเป็นขณะนั้นก็ไม่มีตัว ทรงเห็นว่าพระยาสุรินทรฤาไชยเหมาะสม เพราะได้เคยบังคับบัญชาหัวเมืองเหล่านี้มาก่อนยกเว้นเมืองสมุทรสงคราม เป็นบุคคลที่มีฉันทะวิริยะแรงกล้าและมีบรรดาศักดิ์สูงกว่าเจ้าเมืองคนอื่นๆ จึงพอจะเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนี้ได้
ในปี 2440 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระยาสุรินทรฤาไชย (เทศ) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลราชบุรีได้รับราชการเป็นมหาดเล็กหุ้มแพรมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความขยันหมั่นเพียร ได้ทรงคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ได้รับราชการหัวเมือง ทั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรี และงานจรในเมืองราชบุรี ได้จัดทำโทรเลขเมืองทวาย ตัดถนนหนทาง ได้รับความลำบากตรากตรำมาเป็นอันมาก ได้รับราชการมาช้านาน มีอายุพอสมควรที่จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงขึ้นตามหน้าที่ราชการ ซึ่งได้บังคับบัญชาต่างพระเนตรพระกรรณเพื่อให้ปรากฏเป็นเกียรติยศสืบไป จึงได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยา มีสมญานามจารึกในหิรัญบัตรว่า “เจ้าพระยาสุรพันพิสุทธิชนุตมราชภักดี สกลเทพมนตรีมิตรจิต สุจริตวราธยาศรัย เสนานุวัตรสมัยสมันตโกศล ยุติธรรมวิมลสัตยารักษ์ สุนทรศักดิวัฒนวัย อภัยพิริยพาหุ อัชนาม ดำรงศักดินา 10000”
จากพระราชปรารภนี้จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคุ้นเคยกับเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชสมบัติในปี 2411 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรี และข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้วางพระราชหฤทัยเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ มิใช่เป็นเพียงเพราะท่านได้ถวายธิดาให้ไปรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทเป็นเจ้าจอมถึง 7 คน หากแต่เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ได้พิสูจน์ตัวเองเป็นที่ประจักษ์เสมอว่าได้เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาท ที่มีความจงรักภักดีสนองพระเดชพระคุณในงานราชการที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ไปปฏิบัติต่างพระเนตรพระกรรณ เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนได้เป็นอย่างดีในทุกเรื่อง เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ได้ใช้ชีวิตรับราชการตั้งแต่วัยหนุ่มจนกระทั่งแก่เฒ่าอยู่กับเมืองเพชรบุรีและราชบุรี ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่เมืองเพชรบุรีและมณฑลราชบุรีเป็นอันมาก แม้จะเป็นขุนนางผู้หนึ่งที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ก็รับราชการไต่เต้าด้วยผลงานจนได้บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา ที่พอใจจะใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมืองมากกว่าที่จะดำรงตำแหน่งสูงๆ โดยเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางอำนาจที่กรุงเทพฯ จึงเห็นได้ว่าเมื่อเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ถึงแก่อนิจกรรมลง บุตรชายของท่านถึง 4 คน ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเพชรบุรีสืบต่อมาคือ
1.พระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทียน บุนนาค)
2.พระยาสุรินทรฤๅไชย (เทียม บุนนาค)
3.พระยาสัจจาภิรมย์ (แถบ บุนนาค)
4.พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค)
บุตรของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ที่เป็นเจ้าเมืองเพชรบุรีคนสุดท้าย คือพระยาสุรพันธเสนีนั้น มีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อ อ้อม บุนนาค ได้สร้างนิยายรักอันเป็นตำนานรักอันตื่นเต้นโลดโผนและตราตรึงใจ เมื่อเธอตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างอันสุขสมบูรณ์ในฐานะบุตรสาวขุนนางผู้อัครฐาน ยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขกัดก้อนเกลือกินกับนักเขียนเรื่องสั้นชื่อดังของเมืองไทยที่ชื่อ มนัส จรรยงค์ และทั้งคู่ก็มีทายาทเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์เป็นที่รู้จักกันมาในปัจจุบันคือ มนู จรรยงค์ และ อมรา จรรยงค์







