
การเมืองทิ่ม ตำรวจแทง ไขข้อสงสัยคดีเหลือง-แดง
สำหรับสถาบันนิติวิทย์ฯ หมอ พรทิพย์ ยอมรับว่า ในช่วงปี 2543 ที่มีการปฏิรูประบบราชการ โดยให้แยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)
สำหรับสถาบันนิติวิทย์ฯ หมอ พรทิพย์ ยอมรับว่า ในช่วงปี 2543 ที่มีการปฏิรูประบบราชการ โดยให้แยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) โครงสร้างเริ่มต้นตอนนั้นคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องมาทำงานร่วมกัน แต่ตำรวจก็ไม่มา การตั้งสำนักนิติวิทย์ฯ จึงเริ่มต้นอย่างตะกุกตะกัก ทุลักทุเลไปตามยถากรรม พร้อมกับรอยร้าวระหว่างตำรวจ ผู้บริหารทั้งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและปลัดกระทรวง ไม่เคยบอกว่าควรทำอย่างไร แล้วก็เป็นจุดที่ตำรวจตีมาจนถึงทุกวันนี้ ปีที่ 10 เพราะตอนที่มาผู้บริหารไม่ได้ชี้แนะ
“อย่าลืมว่าหมอไม่ได้เป็นคนที่จะมาตั้งเอง เพราะฉะนั้น ระบบของต่างประเทศเป็นอย่างไร เราก็พัฒนาให้ส่วนของนิติวิทย์ฯ เป็นเช่นนั้น หลายประเทศเฉพาะที่ประเทศทางยุโรปทั้งหมดสำนักนิติวิทย์ฯ อยู่กับ ยธ. ไม่ได้อยู่กับตำรวจ แต่ในเอเชียเกือบทั้งหมดอยู่กับตำรวจ เพราะฉะนั้น โครงสร้างเราก็ไม่ได้ทำอะไรกับมัน
ส่วน พ.ร.บ.มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ถูกแก้โดยอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ รองปลัด ยธ.ขณะนั้น โดยที่หมอก็ไม่รู้ว่าไปแก้ไขอย่างไร ซึ่งในตอนหลังถึงมาทราบว่า พ.ร.บ.มาตรฐานฯ นี้ไปล้อกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ของแพทย์ เลยกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ พ.ร.บ.มาตรฐานฯ นี้ต้องตกไปในที่สุด แล้วมันก็ เป็นตราบาปกับหมอมาจนทุกวันนี้ ว่าหมอ พรทิพย์ไปสร้างความเกลียดให้กับคุณหมอ”
อีกภารกิจหนึ่งที่หมอพรทิพย์พยายามผลักดันมาตลอดคือ ศูนย์พิสูจน์ศพบุคคลนิรนาม
“ตั้งแต่เริ่มต้นเราไม่สามารถเชิญตำรวจมาคุยได้ พูดง่ายๆ ว่าทันทีที่สถาบันนิติวิทย์ฯ เกิด ความเกลียดของตำรวจก็วางรากฐานเลย วิธีแก้ปัญหาตอนนั้นเป็นวิธีคิดของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัด ยธ. ว่าทางที่จะเอาตำรวจมาทำงานนั้น ต้องเอากฎหมายมา แก้กัน โดยให้สำนักกิจการยุติธรรมออกระเบียบสำนักนายกฯ
“แต่ระเบียบสำนักนายกฯ เข้าไปแล้วก็พับเก็บไว้ ซึ่งตอนนั้นคือช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พอเปลี่ยนเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่างนี้ก็ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากผ่าน ครม. ก็เข้ากฤษฎีกา
“ผ่านไป 2 ปี แล้วก็เพิ่งออกมาเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วกฎหมายพวกนี้ต้องไปเลย แต่ปรากฏว่าก่อนหมอถูกย้าย 3 วัน ก็ได้รับหนังสือจากรองนายกฯ ส่งมาถึง ยธ. แล้วก็ส่งมาที่สถาบันนิติวิทย์ฯ ว่า สตช. มีหนังสือส่งมาเพื่อให้ถอนร่างนี้ออกไป”
“เหตุผลที่ สตช.ระบุมา คือเป็นการผิดระบบบริหารที่ให้ ยธ.ไปสั่งตำรวจ ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้เขียน อีกประเด็นคือ ตำรวจบอกว่าถ้าหากรัฐบาลจะสนับสนุนหน่วยงานที่ตำรวจมีอยู่แล้วให้เอางบนั้นมาให้ตำรวจ หนังสือนี้เห็นมาก่อนหมอถูกย้าย 3 วัน เพราะฉะนั้น เรื่องนิรนามในส่วนของระบบไม่คืบค่ะ แต่ในส่วนของวิชาการนั้นคืบ” หมอพรทิพย์ โยงปัญหาให้เห็นภาพ
ถามถึงการทำงานที่ผ่านมา พญ.พรทิพย์ ร่ายยาวในคดีที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เธอยืนยันว่า ไม่ฝักใฝ่ทั้งสีเหลืองและสีแดง ไม่ชอบการไม่เคารพกฎกติกา นิยมการใช้ปัญญาแก้ปัญหามากกว่าการใช้กำลัง และที่ผ่านมาไม่เคยร่วมประท้วงการเมืองตั้งแต่เป็นนักศึกษา
“การทำงานมันเริ่มจากการที่เสื้อเหลืองคือน้องโบ สื่อเสนอข้อมูลจำกัด และบางส่วนบิดเบือน ความจริงคือแพทย์เข้าไปปฏิบัติงานเหมือนกรรมการสิทธิ ข้อมูล ของแพทย์ทั้งโรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลจุฬาฯ ให้ความเห็นตรงกันหมด คือบาดแผลเกิดจากกระสุนแก๊สน้ำตามันมีรอยค่ะ แต่เวลาสื่อลงมันเหลือชื่อพรทิพย์ เพราะฉะนั้น เสื้อแดงก็พุ่งเป้าเกลียดมาที่หมอพรทิพย์”
“ทีนี้สื่อมันแคบ เขาบริโภคแต่สื่อของเขา เขาไม่ได้เห็นว่าหมอก็ถูกเสื้อเหลืองด่า อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เคยด่าหมอ พอมาถึงเสื้อแดงเหมือนกันค่ะ ไม่มีใครชอบการประท้วงที่ใช้พละกำลัง ในขณะเดียวกันหมอก็เป็นหน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่ง ซึ่งในยุคนั้นต้องย้อนกลับไปเลยว่าประชาชนใช้สติหรือใช้อารมณ์ รัฐบาลสั่งตำรวจไม่ได้ก็ไปใช้หน่วยอื่น ถามว่าเราเป็นหน่วยงานรัฐบาลมีสิทธิไม่ปฏิบัติตามรัฐบาลไหม ไม่ได้ แต่รัฐบาลทุกยุคที่ผ่านมาไม่เคยสั่งซ้ายหันขวาหันเลย ไม่ว่าจะไทยรักไทยหรือประชาธิปัตย์ เพียงแต่ว่าเขาจะใช้เราหรือไม่ใช้ เพราะฉะนั้น ตอนเสื้อแดงรัฐบาลสั่งให้เข้าไปเพื่อรายงานเราก็เข้าไป แต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และทีมทั้งหมด ก็เหมือนข้ามช็อต ไม่ใส่ใจในประเด็นเหล่านี้ ผลมันก็มาตกที่หมอไง คุณให้ไปดู เราก็ไปดูความเป็นไปได้ หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่เขาไม่ทำอะไรเลย”
หมอพรทิพย์ เล่าต่อถึงการชันสูตร 6 ศพ วัดปทุมวนาราม
“นี่เป็นเรื่องใหญ่มากที่สุด คือการตรวจบริเวณเต็นท์ที่วัดปทุมวนาราม เราถูกสั่งให้ไปตรวจ เราก็ไปพร้อมกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วก็สัมผัสได้ว่าใครเคลื่อน ใครไม่เคลื่อน แล้ว 6 ศพ ต้องบอกเลยว่าภาคประชาชนอย่าหูเบา หมอคือคนที่ชี้ให้ญาติดูว่าที่พุงของน้องเกดนั้นมีกระสุนนะ ตอนที่หมอออกมาจากตรงนั้น กระสุนยังอยู่ที่พุงน้องเกด แต่ทำไมในรายงานการชันสูตรศพไม่มี
...ต้องไปดูว่ามูลนิธิทำหายหรือคุณหมอสถาบันนิติเวชทำหล่น หรือพนักงานสอบสวนทำหล่น ถูกไหม แต่ปรากฏว่าพูดไปพูดมาทุกคนมาโกรธหมอ ว่าหมอเอากระสุนไปจากศพ เพราะอะไร ก็เพราะฤทธิ์สื่อไง นำเสนอแล้วมันขาดเป็นท่อนๆ ขอให้ลงเต็มๆ อย่างนี้เลยว่าตอนที่หมอเดินออกจากวัดปทุมฯ กระสุนยังอยู่ที่ศพ ต้องถามว่าพนักงานสอบสวน มูลนิธิ หรือคุณหมอ นิติเวช ใครทำกระสุนหายไป”
“สิ่งที่เขาก่นด่าหมอ เขาไม่ดูหรือว่าถ้าหมอไม่ทำอย่างนี้ เขาถูกรัฐบาลอภิสิทธิ์จัดการไปแล้ว เพราะตำรวจสรุปว่าคนตายมีเขม่าดินปืนที่มือ แสดงว่าคนตายไปยิง แต่ทีมเราเป็นคนไปตรวจว่าไม่มีเลย เพราะฉะนั้น อย่ามากล่าวหา ทำไมหมอกลับถูกด่า นั่นทำให้เห็นว่าตลอดเวลาหมอเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีวันที่ใครจะสั่งซ้ายหันขวาหัน ทำงานตามหน้าที่ สั่งให้ทำคือทำ” หมอพรทิพย์ ทิ้งท้าย







