
ดูคำสั่ง "สุเทพ"ยังนั่ง ผอ.ศอฉ.
"อภิสิทธิ์"เพิ่มอำนาจ” ป๊อก” คุมกำลังปราบก่อการร้าย โดยทีมข่าวการเมือง
"อภิสิทธิ์"เพิ่มอำนาจ” ป๊อก” คุมกำลังปราบก่อการร้าย โดยทีมข่าวการเมือง
หมายเหตุ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เปิดแถลง มีความคลาดเคลื่อนในการเสนอข่าว เกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสร้างในศอฉ. โดยข้อเท็จจริงคือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยังคงทำหน้าที่ ผอ.ศอฉ. กำกับดูแล ภารกิจในภาพรวม ตามคำสั้งนายกฯเช่นเดิม เพียงแต่ออกคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้มาเป็นหัวหน้ารับผิดชอบ มีภารกิจปราบปรามก่อการร้ายเป็นการเฉพาะ คำสั่งใหม่มีรายละเอียดดังนี้
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่พิเศษ 63/ 2553
เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (เพิ่มเติม)
ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอบางบ่อ อำเภอลำลูกกา และอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และอำเภอวังน้อย อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร และอำเภอสลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553 และนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 2 / 2553 เรื่องแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงานหัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553 แล้วนั้น
โดยที่ปรากฎข้อเท็จจริงจากการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2553 ว่า ได้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายร้ายแรงต่อร่างกายหรือเสรีภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่และบุคคลใดๆ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลให้กระทำหรือไม่กระทำการอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วน โดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน อันเป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้การป้องกกัน แก้ไข ปราบปราม และระงับยับยั้งการกระทำความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับการก่อการร้ายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 วรรคสาม และวรรคหก และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 44 และมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
"ข้อ1 ให้ยกเลิกความในข้อ 2 ของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ 2 / 2553 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ2 ให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และรับผิดชอบในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม และระงับยับยั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงด้วย”
ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 3 ของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ 2/ 2553 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2553 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ 4 ให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบตามข้อ 2 มีอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยให้มีอำนาจในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม และระงับยับยั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา ในเขตท้องที่ตามประกาศสาถนการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย
( 1 ) บังคับบัญชาและสั่งการส่วนราชการ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกัน แก้ไข ปราบปราม และระงับยับยั้งการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
( 2 ) ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือผู้กำกับการปฏิบัติงานมอบหมาย “
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ลง ณ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553
นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี







