
เบิ้มแฉบอลฆ่า‘เอกยุทธ’
อ้างตายก่อนใช้เชือกผูกรองเท้ารัดคอ โพลไม่เชื่อชิงทรัพย์ชี้การเมืองอยู่เบื้องหลัง
อ้างตายก่อนใช้เชือกผูกรองเท้ารัดคอ โพลไม่เชื่อชิงทรัพย์ชี้การเมืองอยู่เบื้องหลัง
เบิ้มพลิกคำให้การ ซัดทอด บอลคนขับรถลงมือบีบคอเอกยุทธตาย หลังกระโดดรถหนี
นายสุทธิพงศ์ พิมพิสาร หรือเบิ้ม ผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดัง ได้เล่าเหตุการณ์ตอนสังหารนายเอกยุทธ ระหว่างที่ตำรวจนำมาแถลงว่า คนที่ฆ่าคือนายสันติภาพ เพ็งด้วง หรือบอล คนขับรถนายเอกยุทธไม่ใช่ตัวเอง ตามที่นายสันติภาพให้การซัดทอด
“ผมไม่ได้เป็นคนเอาเชือกรัดคอจนผู้ตายเสียชีวิต บอลเป็นคนฆ่า ผมรัดคอตอนที่เขาตายแล้ว เพราะบอลสั่ง ผมก็ไม่รู้ว่าบอลคิดอะไรอยู่ และที่ร่วมมือช่วยเหลือบอลก็เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ผมไม่รู้จักผู้ตายมาก่อน บอลบอกแค่ว่ามีเรื่อง ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้” นายสุทธิพงศ์ กล่าว
นายสุทธิพงศ์ยังได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงนายสันติภาพลงมือฆ่าว่า ขณะที่นายเอกยุทธเปิดประตูรถกระโดดหนี นายสันติภาพวิ่งตามไป และเมื่อกลับมาที่รถก็บอกว่านายเอกยุทธตายแล้ว จากนั้นนายสันติภาพก็ให้ขึ้นรถไปรับศพ เมื่อไปถึงก็เห็นผู้ตายนอนแน่นิ่ง ลิ้นจุกปาก นายสันติภาพกระทืบซ้ำที่หน้าท้อง พร้อมกับพูดว่า “เห็นหรือยังเวลากูโมโห เวลาแค้นเป็นอย่างไร” จากนั้นก็สั่งให้เอาศพขึ้นรถ
ขณะเดียวกันได้สั่งให้ดึงศพไปไว้ที่เบาะหลังและให้เอาเชือกอะไรก็ได้รัดคอ ตัวเองจึงถอดเชือกรองเท้าผูกที่คอผู้ตาย จากนั้นนายสันติภาพก็จอดรถและลงมาช่วยลากศพไปไว้ด้านหลังและขับรถไปทางภาคใต้
อย่างไรก็ตาม ที่ทำไปก็เพราะรักเพื่อนและได้เงินเพียง 1 แสนบาทเท่านั้น ส่วนฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิดนายสันติภาพ เป็นคนถอดเอาติดตัวไปด้วย
ทั้งนี้ หลังจากแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายสุทธิพงศ์ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ จ.พัทลุง ขณะที่ร่วมกันฝังศพนายเอกยุทธ
สำหรับความคืบหน้าการค้นหาทรัพย์สินของนายเอกยุทธที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตลอดวันที่ 14 มิ.ย.นั้นยังไม่พบแม้เจ้าหน้าที่นักประดาน้ำมาร่วมค้นหา
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบประวัตินายสันติภาพ พบว่าเป็นนักเลง มีฉายาว่า “บอลนูโว พัทลุง” มีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับการชิงทรัพย์ และกรรโชกทรัพย์มาก่อน และจากการซักถามพบว่าเหตุจูงใจที่ก่อเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความแค้น และมีการชิงทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ขณะที่ สวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชน 42.04% เชื่อว่าคดีนี้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วน 44.69% ไม่แน่ใจ และ 13.27% เท่านั้นที่เชื่อว่าเป็นฆาตกรรมธรรมดา







