posttoday
ผิดเป็นครู

ผิดเป็นครู

15 มิถุนายน 2556

หลังจากที่รัฐบาลดื้อดึงที่จะดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท

หลังจากที่รัฐบาลดื้อดึงที่จะดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท ทั้งที่มีการท้วงติงว่าจะสร้างภาระแก่งบประมาณแผ่นดินมหาศาล แต่รัฐบาลก็ยืนยันจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป โดยให้เหตุผลว่า เป็นนโยบายที่ชาวนาได้ประโยชน์

ผ่านไป 2 ปี ผลของการดำเนินนโยบายนี้ก็ออกมาเป็นรูปธรรม ในรูปของการขาดทุนไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท แม้ตัวเลขการขาดทุนของกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์จะไม่ตรงกัน จนดูเหมือนว่ารัฐบาลพยายามปกปิดตัวเลขการขาดทุน แม้กระทั่งหน่วยงานจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกอย่าง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะขอข้อมูลทางกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ให้

แม้รัฐบาลยังให้ตัวเลขการขาดทุนจากโครงการนี้ไม่ชัดเจน แต่ภาพของการเสียแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกไปให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความเสียหายที่จะต้องใช้เวลาในการไต่อันดับขึ้นมาใหม่นานพอสมควร

การโยนหินถามทางเพื่อถอยโครงการจำนำข้าวที่รัฐบาลส่งสัญญาณออกมา เท่ากับเป็นการยอมรับว่า โครงการนี้มีปัญหา และจะต้องได้รับการแก้ไข โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่าจะรับจำนำข้าวในราคาที่ต่ำลง ให้ใกล้เคียงกับราคาตลาดมากขึ้น

สิ่งที่รัฐบาลจะทำนั้นดูไปแล้วก็ทำเพื่อลดการขาดทุน และแก้ปัญหาระบายข้าวไม่ออก ซึ่งทำให้รัฐต้องแบกภาระสต๊อกข้าวมหาศาลไว้

แต่แนวคิดดังกล่าวได้รับการคัดค้านมากมายจากหลายฝ่าย เพราะเห็นว่าไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา ที่สำคัญชาวนาจะยิ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากจะขายข้าวได้ราคาต่ำลง จากปัจจุบันที่ขายข้าวไม่ได้ตามราคาที่รับจำนำอยู่แล้วเพราะโดนโรงสีหักค่าความชื้น ก็จะยิ่งได้เงินต่ำลงไปอีก

ในขณะที่เงินค่าเช่าโกดังรับฝากข้าว ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายดูแลรักษาข้าว ค่าเสื่อมคุณภาพของข้าว ซึ่งคิดเป็นเงินจำนวนมากโข เงินเหล่านี้ไม่ได้ลดลงและเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้ตกถึงมือชาวนาแต่อย่างใด

การคิดที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายการรับจำนำข้าวนั้นเป็นเรื่องดี เท่ากับรัฐบาลยอมรับแล้วว่านโยบายผิดพลาด ที่สร้างหนี้มากจนเกินกว่าที่คิดไว้ จึงคิดจะปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น แต่การจะปรับปรุง ปรับเปลี่ยนนโยบายก็ควรจะทำให้เมื่อทำแล้วเกิดประโยชน์สมตามเจตนารมณ์ ที่ต้องการให้เงินตกถึงมือชาวนามากที่สุด ไม่ใช่ยังดำเนินนโยบายไปในทางที่สร้างปัญหาต่อไปไม่หยุดหย่อน ทำผิดแล้วไม่แก้ไขยังสร้างภาระให้กับงบประมาณแผ่นดินอย่างมาก โดยเงินตกถึงมือชาวนาเพียงน้อยนิด แต่รั่วไหลไร้ประสิทธิภาพจำนวนมาก

ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจเริ่มมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น การจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการทำประชานิยม จะเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากรัฐบาลหาได้ไม่พอจ่ายต่อเนื่องนานเกินไป จะกลายเป็นการสร้างหนี้สาธารณะของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น จนอาจจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท